Article

เกออร์เก ตซิทซายกา: บิดาแห่งสำนักเรขาคณิตเชิงอนุพันธ์โรมาเนีย

Article by

44
Share this article.

เกออร์เก ตซิทซายกา: บิดาแห่งสำนักเรขาคณิตเชิงอนุพันธ์โรมาเนีย

Gheorghe Țițeica (1873–1939)

นักคณิตศาสตร์ชาวโรมาเนียผู้ก่อตั้งสำนักเรขาคณิตเชิงอนุพันธ์แห่งโรมาเนีย มีผลงานสำคัญด้านเรขาคณิตเชิงอนุพันธ์แบบโพรเจกทีฟและแบบอาฟีน โดยเฉพาะการค้นพบพื้นผิวและเส้นโค้งประเภทใหม่ที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ “พื้นผิวตซิทซายกา” (Țițeica surface) และ “เส้นโค้งตซิทซายกา” (Țițeica curve)

ชีวิตช่วงต้นริมแม่น้ำดานูบ

เกออร์เก ตซิทซายกา เกิดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1873 ที่เมืองตูร์นูเซเวริน (ปัจจุบันคือดรอเบตา-ตูร์นูเซเวริน) เมืองริมฝั่งแม่น้ำดานูบทางตะวันตกของกรุงบูคาเรสต์ เมืองนี้เป็นศูนย์กลางดนตรีและศิลปะที่สำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับความสนใจส่วนตัวของตซิทซายกาที่หลงใหลในดนตรีมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะไวโอลิน ซึ่งเขาฝึกฝนอย่างจริงจังและยังคงเป็นงานอดิเรกตลอดชีวิต ชื่อสกุล “ตซิทซายกา” ของเขาเกิดจากการผสมนามสกุลของบิดาและมารดาเข้าด้วยกัน

การศึกษาที่บูคาเรสต์และปารีส

ตซิทซายกาศึกษาที่วิทยาลัยแห่งชาติคารอลที่ 1 ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยบูคาเรสต์ระหว่างปี 1892–1896 และสำเร็จการศึกษาด้านคณิตศาสตร์ในปี 1895 ปีถัดมาเขาเดินทางไปศึกษาต่อที่กรุงปารีส ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นศูนย์กลางสำคัญของวงการคณิตศาสตร์โลก โดยเข้าศึกษาที่ École Normale Supérieure เขาผ่านการสอบใบรับรองด้านแคลคูลัสเชิงอนุพันธ์และปริพันธ์ กลศาสตร์ และดาราศาสตร์ ได้ครบทั้งหมดภายในปีเดียวในเดือนกรกฎาคม 1897 ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่โดดเด่นอย่างยิ่ง

ที่ปารีสนี้เองที่ตซิทซายกาได้เรียนกับกาสตง ดาร์บูซ์ (Gaston Darboux) คณบดีคณะคณิตศาสตร์แห่งซอร์บอนน์ และผู้เขียนตำราเรขาคณิตเชิงอนุพันธ์สี่เล่มอันทรงอิทธิพล ดาร์บูซ์เป็นอาจารย์ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อแนวทางการวิจัยของตซิทซายกา โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการเลือกกรอบอ้างอิง (reference frame) ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับปัญหาต่าง ๆ ในเรขาคณิตเชิงอนุพันธ์ ตซิทซายกาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากซอร์บอนน์ในปี 1899 ด้วยวิทยานิพนธ์เรื่องความสอดคล้องเชิงวงจร (cyclic congruencies) และระบบสามคอนจูเกต (triple-conjugate systems)

กลับสู่โรมาเนียและก่อตั้งสำนักเรขาคณิต

เมื่อเดินทางกลับโรมาเนีย ตซิทซายกาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยบูคาเรสต์ สอนวิชาแคลคูลัสเชิงอนุพันธ์และปริพันธ์ ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นศาสตราจารย์เต็มตัวทั้งที่มหาวิทยาลัยบูคาเรสต์และโรงเรียนโปลีเทคนิคแห่งบูคาเรสต์ ตลอดเส้นทางวิชาการ เขาได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ก่อตั้ง “สำนักเรขาคณิตเชิงอนุพันธ์แห่งโรมาเนีย” (Romanian school of differential geometry) ซึ่งผลิตนักเรขาคณิตที่มีชื่อเสียงรุ่นต่อมาหลายคน

นอกจากงานวิจัยและการสอนแล้ว ตซิทซายกายังมีบทบาทสำคัญในวงการวิชาการโรมาเนีย ทั้งในฐานะสมาชิกราชบัณฑิตยสถานโรมาเนีย (Romanian Academy) สมาชิกราชบัณฑิตยสถานต่างประเทศหลายแห่ง ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยวอร์ซอ ประธานภาคเรขาคณิตในการประชุมวิชาการนานาชาติ และบรรณาธิการวารสาร Journal of Mathematics รวมถึงร่วมก่อตั้งนิตยสารวิทยาศาสตร์ยอดนิยมชื่อ Natura

พื้นผิวและเส้นโค้งตซิทซายกา

ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้ตซิทซายกามากที่สุดคือการค้นพบพื้นผิวประเภทใหม่ในปี 1906 โดยต่อยอดจากงานวิจัยของเออร์เนสต์ วิลซินสกี (Ernest Wilczynski) นักเรขาคณิตชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน ตซิทซายกาศึกษาพื้นผิวที่มีสมบัติพิเศษ นั่นคือความโค้งแบบเกาส์ (Gaussian curvature) ของพื้นผิว ณ จุดใด ๆ จะแปรผันตรงกับกำลังสี่ของระยะทางจากจุดกำเนิดถึงระนาบสัมผัส (tangent plane) ของพื้นผิว ณ จุดนั้น ความสัมพันธ์นี้เรียกว่า “อินวาเรียนต์เซนโทร-อาฟีนของตซิทซายกา” (Tzitzéica centro-affine invariant)

ต่อมาในปี 1911 ตามคำเสนอแนะของจิโน โลเรีย (Gino Loria) นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลี พื้นผิวและเส้นโค้งประเภทนี้จึงได้รับการตั้งชื่อตามตซิทซายกาอย่างเป็นทางการว่า “พื้นผิวตซิทซายกา” และ “เส้นโค้งตซิทซายกา” การค้นพบนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสาขาใหม่ในคณิตศาสตร์ นั่นคือ “เรขาคณิตเชิงอนุพันธ์แบบอาฟีน” (affine differential geometry) ซึ่งตซิทซายกาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ก่อตั้งสาขานี้ร่วมกับวิลซินสกี

ปัญหาเหรียญห้าเลอิ

นอกจากงานเรขาคณิตเชิงอนุพันธ์ขั้นสูงแล้ว ตซิทซายกายังมีผลงานที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างกว่า นั่นคือ “ปัญหาเหรียญห้าเลอิ” (five-lei piece problem) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ทฤษฎีบทของตซิทซายกา” (Țițeica’s theorem) ซึ่งเป็นผลลัพธ์ทางเรขาคณิตระนาบเกี่ยวกับวงกลมและรูปสามเหลี่ยม ที่ตซิทซายกาค้นพบขณะร่างภาพวงกลมเล่น ๆ ด้วยเหรียญห้าเลอิของโรมาเนีย

สมการตซิทซายกา

ในวงการฟิสิกส์คณิตศาสตร์สมัยใหม่ ชื่อของตซิทซายกายังปรากฏอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า “สมการตซิทซายกา” (Tzitzeica equation) และ “สมการตซิทซายกา-บูลลัฟ-ดอดด์” (Tzitzéica–Bullough–Dodd equation) ซึ่งเป็นสมการเชิงอนุพันธ์ย่อยไม่เชิงเส้นที่เกี่ยวข้องกับพื้นผิวแบบตซิทซายกา และมีบทบาทสำคัญในทฤษฎีโซลิตอน (soliton theory) และฟิสิกส์คณิตศาสตร์ร่วมสมัย

ตำราและผลงานตีพิมพ์

ตลอดชีวิตการทำงาน ตซิทซายกาตีพิมพ์ผลงานกว่า 400 ชิ้น โดยราว 96 ชิ้นเป็นงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับปัญหาเรขาคณิตเชิงอนุพันธ์ ผลงานสำคัญได้แก่ตำรา Géométrie différentielle projective des réseaux (เรขาคณิตเชิงอนุพันธ์แบบโพรเจกทีฟของโครงข่าย) ตีพิมพ์ในปี 1923 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลลัพธ์วิจัยของเขาเอง และหนังสือ The projective differential geometry of lattices (1927) ที่ขยายความทฤษฎีนี้ต่อไปอีก นอกจากนี้เขายังเปิดสอนวิชาเรขาคณิตที่มีชื่อเสียงที่มหาวิทยาลัยบูคาเรสต์ต่อเนื่องยาวนานหลายปี

The twilight of one's life

ตซิทซายกาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1939 ที่กรุงบูคาเรสต์ ขณะอายุ 65 ปี และถูกฝังไว้ที่สุสานเบลลู (Bellu Cemetery) ในกรุงบูคาเรสต์ ปัจจุบันรูปของเขายังปรากฏอยู่บนแสตมป์ของโรมาเนียเพื่อเป็นเกียรติแก่คุณูปการที่เขามีต่อวงการคณิตศาสตร์ของประเทศ

The Legacy He Left Behind

เกออร์เก ตซิทซายกาถือเป็นบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์คณิตศาสตร์โรมาเนีย ไม่เพียงเพราะผลงานวิจัยที่เปิดสาขาใหม่อย่างเรขาคณิตเชิงอนุพันธ์แบบอาฟีนเท่านั้น แต่ยังเพราะบทบาทของเขาในการวางรากฐานและพัฒนาสำนักเรขาคณิตโรมาเนียให้เติบโตจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ แนวคิดเรื่องพื้นผิวและสมการที่ใช้ชื่อของเขายังคงมีบทบาทสำคัญในการวิจัยเรขาคณิตเชิงอนุพันธ์และฟิสิกส์คณิตศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน