Article

Simon Newcombe: From Logarithm Tables to Rules for Predicting Accounting Fraud.

Article by

29
Share this article.

Simon Newcombe: From Logarithm Tables to Rules for Predicting Accounting Fraud.

Today in the history of mathematics. | 11 กรกฎาคม ค.ศ. 1909

บทนำ: จากเด็กยากจนสู่ปรมาจารย์กลศาสตร์ท้องฟ้า

ไซมอน นิวคอมบ์ (Simon Newcomb, 1835–1909) เกิดในครอบครัวยากจนที่โนวาสโกเชีย แคนาดา แทบไม่ได้เรียนหนังสือในระบบ แต่ศึกษาด้วยตนเองจนกลายเป็นหนึ่งในนักดาราศาสตร์คณิตศาสตร์ที่มีอิทธิพลที่สุดของอเมริกาในศตวรรษที่ 19 เขาคำนวณตารางตำแหน่งดาวเคราะห์ที่แม่นยำที่สุดในยุคนั้น และเป็นผู้ก่อตั้ง American Journal of Mathematics เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ. 1909 ที่วอชิงตัน ดี.ซี.

การสังเกตที่ดูเหมือนไม่สำคัญ

ในปี ค.ศ. 1881 ขณะใช้สมุดตารางลอการิทึม (ซึ่งเป็นเครื่องมือคำนวณหลักก่อนยุคเครื่องคิดเลข) นิวคอมบ์สังเกตเห็นสิ่งแปลกประหลาด: หน้าแรก ๆ ของตาราง ซึ่งบันทึกค่า $\log$ ของตัวเลขที่ขึ้นต้นด้วยเลข 1 นั้น สกปรกและยับยู่ยี่กว่าหน้าหลัง ๆ มาก ราวกับว่าคนใช้ตารางนี้บ่อยกว่าตัวเลขที่ขึ้นต้นด้วยเลข 8 หรือ 9 อย่างเห็นได้ชัด นิวคอมบ์ตั้งคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ในธรรมชาติ ตัวเลขที่ขึ้นต้นด้วยหลัก 1 จะปรากฏบ่อยกว่าตัวเลขที่ขึ้นต้นด้วยหลักอื่น

เขาเขียนบทความสั้น Note on the Frequency of Use of the Different Digits in Natural Numbers (ค.ศ. 1881) เสนอสูตรคาดคะเนความน่าจะเป็นที่เลขนำหน้า $d$ (โดย $d = 1, 2, \ldots, 9$) จะปรากฏในข้อมูลตัวเลขที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ:

$$ P(d) = \log_{10}\left(1 + \frac{1}{d}\right) $$

จากสูตรนี้ ความน่าจะเป็นที่ตัวเลขจะขึ้นต้นด้วยเลข 1 คือประมาณ $30.1%$ ในขณะที่ความน่าจะเป็นที่จะขึ้นต้นด้วยเลข 9 มีเพียงประมาณ $4.6%$ เท่านั้น ซึ่งขัดกับสัญชาตญาณที่ว่าตัวเลขนำหน้าทั้ง 9 ตัวควรมีโอกาสเท่า ๆ กัน (คือ $1/9 \approx 11.1%$)

เมื่อโลกลืม แล้วค้นพบใหม่อีกครั้ง

บทความของนิวคอมบ์แทบไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งเกือบ 60 ปีต่อมาในปี ค.ศ. 1938 นักฟิสิกส์ แฟรงก์ เบนฟอร์ด (Frank Benford) ค้นพบปรากฏการณ์เดียวกันโดยไม่รู้ตัวว่านิวคอมบ์เคยเขียนไว้แล้ว เบนฟอร์ดทดสอบกับข้อมูลกว่า 20 ชุด ตั้งแต่พื้นที่แม่น้ำ ประชากรเมือง ไปจนถึงค่าคงที่ทางฟิสิกส์ และพบรูปแบบเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ ปรากฏการณ์นี้จึงถูกเรียกว่า กฎของเบนฟอร์ด (Benford’s Law) ทั้งที่ในทางประวัติศาสตร์นิวคอมบ์ควรได้รับเครดิตก่อน

เหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ของกฎนี้เกี่ยวข้องกับสมบัติ scale invariance: ถ้าข้อมูลชุดหนึ่งเป็นไปตามกฎของเบนฟอร์ดจริง การคูณข้อมูลทั้งชุดด้วยค่าคงที่ใด ๆ (เช่น แปลงหน่วยจากดอลลาร์เป็นบาท) จะยังคงให้การกระจายตัวของเลขนำหน้าแบบเดิม ซึ่งเป็นเงื่อนไขทางคณิตศาสตร์ที่บังคับให้การกระจายตัวต้องอยู่ในรูปลอการิทึมเท่านั้น

จากคณิตศาสตร์บริสุทธิ์สู่การจับโกง

ปัจจุบันกฎของเบนฟอร์ดถูกใช้เป็นเครื่องมือตรวจจับการทุจริตทางบัญชีและการปลอมแปลงข้อมูลทางการเงิน เพราะข้อมูลที่ถูกมนุษย์สร้างขึ้นเอง (เช่น ตัวเลขที่ปลอมแต่ง) มักไม่เป็นไปตามการกระจายแบบลอการิทึมตามธรรมชาติ นักบัญชีนิติวิทยาศาสตร์ (forensic accountants) และหน่วยงานภาษีในหลายประเทศใช้การทดสอบไคสแควร์เปรียบเทียบการกระจายตัวของเลขนำหน้าในบัญชีจริงกับค่าที่กฎของเบนฟอร์ดทำนายไว้ เพื่อคัดกรองรายการที่น่าสงสัย

มรดกด้านอื่นของนิวคอมบ์

นอกจากการสังเกตที่นำไปสู่กฎของเบนฟอร์ด นิวคอมบ์ยังมีผลงานสำคัญด้านกลศาสตร์ท้องฟ้า โดยคำนวณค่าคงที่ทางดาราศาสตร์ (เช่น มวลของดาวเคราะห์ ตำแหน่งดวงจันทร์) ที่ใช้เป็นมาตรฐานสากลนานหลายทศวรรษ และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง American Astronomical Society

Thought-provoking activities

  1. ตรวจสอบว่า $\sum_{d=1}^{9} \log_{10}(1+1/d) = 1$ จริงหรือไม่ เพราะเหตุใดผลรวมนี้จึงต้องเท่ากับ 1
  2. เก็บข้อมูลตัวเลข 100 ตัวจากแหล่งใดก็ได้ (เช่น จำนวนประชากรจังหวัดในไทย) แล้วตรวจสอบว่าเป็นไปตามกฎของเบนฟอร์ดหรือไม่
  3. อธิบายว่าเพราะเหตุใดข้อมูลที่มีช่วงค่าแคบ (เช่น ส่วนสูงของนักเรียนมัธยม) จึงมักไม่เป็นไปตามกฎของเบนฟอร์ด
  4. ค้นคว้าเพิ่มเติมว่ากฎของเบนฟอร์ดถูกใช้เป็นหลักฐานในคดีทุจริตทางการเงินจริงคดีใดบ้าง

References

  • Newcomb, S. (1881). Note on the frequency of use of the different digits in natural numbers. American Journal of Mathematics, 4(1), 39–40.
  • Benford, F. (1938). The law of anomalous numbers. Proceedings of the American Philosophical Society, 78(4), 551–572.
  • Nigrini, M. J. (2012). Benford’s Law: Applications for Forensic Accounting, Auditing, and Fraud Detection. Wiley.
  • Norberg, A. L. (1978). Simon Newcomb’s early astronomical career. Isis, 69(2), 209–225.

ชุดบทความ “วันนี้ในประวัติศาสตร์คณิตศาสตร์” — เผยแพร่ 11 กรกฎาคม 2569