Article

ชาร์ลส์ แซนเดอร์ส เพียร์ซ: อัจฉริยะผู้บุกเบิกลัทธิปฏิบัตินิยมและตรรกศาสตร์เชิงสัญลักษณ์

Article by

58
Share this article.

ชาร์ลส์ แซนเดอร์ส เพียร์ซ: อัจฉริยะผู้บุกเบิกลัทธิปฏิบัตินิยมและตรรกศาสตร์เชิงสัญลักษณ์

น้อยคนนักในประวัติศาสตร์ปัญญาชนอเมริกันที่จะมีความสามารถหลากหลายและลึกซึ้งเทียบเท่ากับ ชาร์ลส์ แซนเดอร์ส เพียร์ซ (Charles Sanders Peirce) นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ นักตรรกวิทยา และนักปรัชญาชาวอเมริกัน ผู้ซึ่งนักปรัชญา Paul Weiss เคยกล่าวยกย่องไว้ว่าเป็น “นักปรัชญาอเมริกันที่มีความคิดริเริ่มและหลากหลายที่สุด และเป็นนักตรรกวิทยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอเมริกา” ขณะที่เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ (Bertrand Russell) เองก็เคยกล่าวว่าเพียร์ซเป็นหนึ่งในความคิดที่มีความริเริ่มมากที่สุดในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และเป็นนักคิดชาวอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างแน่นอน

ชีวิตช่วงต้นในครอบครัวนักคณิตศาสตร์

เพียร์ซเกิดเมื่อวันที่ 10 กันยายน ค.ศ. 1839 ที่บ้านเลขที่ 3 ถนนฟิลลิปส์เพลส เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เป็นบุตรของ Sarah Hunt Mills และ Benjamin Peirce ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าอาจเป็นนักคณิตศาสตร์วิจัยที่จริงจังคนแรกของอเมริกา และเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสถาบันสมิธโซเนียนและหน่วยงานสำรวจชายฝั่งของสหรัฐอเมริกา

ตั้งแต่วัยเด็ก เพียร์ซแสดงความสนใจอันแรงกล้าในเรื่องตรรกศาสตร์และการให้เหตุผล เมื่ออายุเพียง 12 ปี เขาได้อ่านหนังสือ Elements of Logic ของ Richard Whately ซึ่งเป็นตำราภาษาอังกฤษที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเรื่องนี้ในยุคนั้น จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความหลงใหลในตรรกศาสตร์และการให้เหตุผลที่ติดตัวเขาไปตลอดชีวิต

เพียร์ซสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และในปี ค.ศ. 1863 เขาได้รับปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิตสาขาเคมีจาก Lawrence Scientific School ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง (summa cum laude) ซึ่งเป็นปริญญาเคมีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งใบแรกของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แม้ผลการเรียนโดยรวมของเขาในมหาวิทยาลัยจะไม่โดดเด่นมากนักก็ตาม

นักวิทยาศาสตร์ผู้ทำงานด้านการสำรวจภูมิศาสตร์

แม้จะได้รับการศึกษาด้านเคมีและทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์เป็นเวลานานถึง 30 ปี แต่เพียร์ซกลับถือว่าตนเองเป็น “นักตรรกวิทยา” เป็นอันดับแรก เขาทำงานให้กับหน่วยงานสำรวจชายฝั่งและธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา (U.S. Coast and Geodetic Survey) เพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ โดยมีความเชี่ยวชาญด้านมาตรวิทยา (metrology) และเคยดำเนินการทดลองที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับการใช้ลูกตุ้มในการวัดค่าความโน้มถ่วง

ในปี ค.ศ. 1886 เพียร์ซยังเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดที่ล้ำสมัยมาก โดยเสนอว่าการดำเนินการทางตรรกศาสตร์สามารถทำได้ด้วยวงจรสวิตช์ไฟฟ้า (electrical switching circuits) ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกันกับที่ถูกนำมาใช้ในหลายทศวรรษต่อมาเพื่อสร้างคอมพิวเตอร์ดิจิทัล

บิดาแห่งลัทธิปฏิบัตินิยม

ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเพียร์ซมากที่สุดในวงการปรัชญาคือการเป็นผู้ก่อตั้ง ลัทธิปฏิบัตินิยม (pragmatism) ซึ่งเป็นสำนักคิดทางปรัชญาที่เน้นการพิจารณาผลลัพธ์เชิงปฏิบัติของแนวคิดและความเชื่อ ในภายหลังตั้งแต่ราวปี ค.ศ. 1905 เพียร์ซได้เปลี่ยนมาเรียกแนวคิดของตนเองว่า “pragmaticism” เพื่อแยกความแตกต่างจากแนวคิดของ William James และ John Dewey ซึ่งถูกเรียกว่า “pragmatism” เช่นเดียวกัน แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างออกไป

นอกจากนี้ เพียร์ซยังพัฒนาแนวคิดทางปรัชญาที่สำคัญอีกหลายแนวคิด เช่น synechism ซึ่งเป็นความเชื่อในเรื่องความต่อเนื่อง (continuity) ในฐานะคุณสมบัติที่แท้จริงของจักรวาล และ tychism ซึ่งเป็นความเชื่อในเรื่องความบังเอิญหรือโอกาส (chance) ในฐานะคุณสมบัติที่แท้จริงของจักรวาลเช่นกัน เขายังเป็นผู้ยึดถือแนวคิดผิดพลาดนิยม (fallibilism) ควบคู่ไปกับการต่อต้านความสงสัยแบบสุดโต่ง (anti-skepticism)

ผลงานด้านตรรกศาสตร์เชิงสัญลักษณ์และทฤษฎีเซต

ในสาขาคณิตศาสตร์และตรรกศาสตร์ เพียร์ซมีผลงานสำคัญมากมายด้านตรรกศาสตร์เชิงสัญลักษณ์ (symbolic logic) C.I. Lewis นักตรรกวิทยาผู้มีชื่อเสียงเคยกล่าวไว้ว่า คุณูปการของเพียร์ซที่มีต่อตรรกศาสตร์เชิงสัญลักษณ์นั้นมีจำนวนมากและหลากหลายกว่าของนักเขียนคนอื่นใด อย่างน้อยก็ในช่วงศตวรรษที่ 19

เพียร์ซพัฒนาทฤษฎีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ (relations) และการควอนติฟิเคชัน (quantification) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของตรรกศาสตร์เชิงภาคแสดง (predicate logic) สมัยใหม่ นอกจากนี้เขายังมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานสัญวิทยา (semiotics) หรือทฤษฎีทั่วไปของสัญลักษณ์ ซึ่งเขามองว่าตรรกศาสตร์เป็นสาขาย่อยที่เป็นทางการของสัญวิทยานี้เอง

ครูผู้ยิ่งใหญ่แม้อาชีพการงานจะไม่ราบรื่น

เพียร์ซเคยดำรงตำแหน่งอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ ซึ่งเขามีลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงหลายคน อาทิ จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) นักปรัชญาผู้มีอิทธิพลอย่างมาก ทอร์สไตน์ เวเบลน (Thorstein Veblen) นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง และ โจไซอาห์ รอยซ์ (Josiah Royce) นักปรัชญาชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม อาชีพการงานทางวิชาการของเพียร์ซไม่เคยราบรื่นนัก เขาไม่เคยได้รับตำแหน่งประจำในมหาวิทยาลัยที่มั่นคงตลอดชีวิต ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากบุคลิกภาพที่ไม่เข้ากับสังคมวิชาการในยุคนั้น รวมถึงปัญหาทางการเงินและสุขภาพที่รุมเร้าเขาในช่วงบั้นปลายชีวิต

บั้นปลายชีวิตที่ยากลำบากแต่มีผลงานมากมาย

แม้ในช่วงบั้นปลายชีวิต เพียร์ซจะประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักและใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวที่เมืองมิลฟอร์ด รัฐเพนซิลเวเนีย แต่เขาก็ยังคงเขียนงานทางวิชาการอย่างไม่หยุดยั้ง ตลอดชีวิตการทำงานที่ยาวนานถึง 57 ปี ตั้งแต่ราวปี ค.ศ. 1857 จนถึงใกล้วาระสุดท้ายของชีวิต เพียร์ซมีผลงานตีพิมพ์มากถึงราว 12,000 หน้า และต้นฉบับที่ไม่เคยตีพิมพ์อีกกว่า 80,000 หน้า ครอบคลุมหัวข้อที่หลากหลายอย่างมาก ตั้งแต่คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์กายภาพ ไปจนถึงเศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา และสังคมศาสตร์อื่น ๆ

The final stage of life and the legacy left behind

ชาร์ลส์ แซนเดอร์ส เพียร์ซเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1914 ที่เมืองมิลฟอร์ด รัฐเพนซิลเวเนีย ขณะอายุ 74 ปี แม้ในช่วงชีวิตของเขาจะไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเทียบเท่ากับที่เขาสมควรได้รับ แต่ผลงานของเขากลับได้รับการค้นพบและศึกษาอย่างจริงจังมากขึ้นในเวลาต่อมา

ปัจจุบันเพียร์ซได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสำนักคิดปฏิบัตินิยมที่มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อปรัชญาอเมริกัน และผลงานด้านตรรกศาสตร์เชิงสัญลักษณ์ ทฤษฎีเซต และสัญวิทยาของเขายังคงเป็นรากฐานสำคัญที่นักวิชาการในหลากหลายสาขาศึกษาและอ้างอิงมาจนถึงทุกวันนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความล้ำสมัยของความคิดที่เขาได้ทิ้งไว้ให้กับคนรุ่นหลัง แม้จะต้องใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าโลกจะตระหนักถึงคุณค่าที่แท้จริงของมัน