Article

เกออร์ก ไครเซล: นักตรรกวิทยาผู้หนีภัยนาซีสู่การเป็นปรมาจารย์ทฤษฎีการพิสูจน์

Article by

65
Share this article.

เกออร์ก ไครเซล: นักตรรกวิทยาผู้หนีภัยนาซีสู่การเป็นปรมาจารย์ทฤษฎีการพิสูจน์

จากเด็กชายชาวยิวที่ต้องหนีออกจากประเทศออสเตรียก่อนการยึดครองของนาซี สู่การเป็นหนึ่งในนักตรรกวิทยาคณิตศาสตร์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งแห่งศตวรรษที่ 20 เกออร์ก ไครเซล (Georg Kreisel) คือนักตรรกวิทยาชาวออสเตรีย-อังกฤษผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทฤษฎีการพิสูจน์ (proof theory) และคณิตศาสตร์เชิงสร้าง (constructive mathematics) ให้กลายเป็นสาขาวิชาที่ซับซ้อนและลึกซึ้งอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ชีวิตช่วงต้นที่หลบหนีจากออสเตรีย

ไครเซลเกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1923 ที่เมืองกราซ ประเทศออสเตรีย มาจากครอบครัวเชื้อสายยิว การเติบโตขึ้นที่เมืองกราซในช่วงทศวรรษ 1930 เป็นเรื่องยากลำบากอย่างมากสำหรับครอบครัวชาวยิว บิดามารดาของไครเซลมองเห็นปัญหาทางการเมืองที่กำลังใกล้เข้ามา จึงตัดสินใจส่งเกออร์กและพี่ชายของเขาไปยังประเทศอังกฤษก่อนที่ฮิตเลอร์จะเข้ายึดครองออสเตรียในเหตุการณ์ที่เรียกว่า Anschluss ในปี ค.ศ. 1938

ไครเซลศึกษาต่อด้านคณิตศาสตร์ที่ Trinity College มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในปี ค.ศ. 1944 ระหว่างที่ศึกษาอยู่ที่นั่น เขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก ลุดวิก วิทเกนสไตน์ (Ludwig Wittgenstein) นักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงซึ่งอยู่ที่ Trinity College เช่นกัน วิทเกนสไตน์เคยกล่าวยกย่องไครเซลว่าเป็นนักปรัชญาที่มีความสามารถมากที่สุดที่เขาเคยพบ ซึ่งขณะเดียวกันก็เป็นนักคณิตศาสตร์ด้วย

รับใช้ชาติในสงครามโลกครั้งที่สอง

ทันทีที่เรียนจบหลักสูตรมหาวิทยาลัย ไครเซลถูกส่งไปทำงานรับใช้ชาติที่กองทัพเรือ (Admiralty) โดยเริ่มทำงานที่ West Leigh ใกล้เมืองฮาแวนต์ ใกล้กับฐานทัพเรือที่พอร์ตสมัธ ต่อมาเขาถูกย้ายไปที่ Fanum House ในใจกลางกรุงลอนดอน ซึ่งเขาทำการศึกษาผลกระทบของคลื่นทะเลที่มีต่อท่าเรือ ซึ่งกำลังถูกออกแบบขึ้นเพื่อใช้ในปฏิบัติการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี (Normandy landings) อันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทางทหารครั้งสำคัญของฝ่ายสัมพันธมิตร

เส้นทางสู่ตรรกศาสตร์คณิตศาสตร์

ในปี ค.ศ. 1946 ไครเซลเดินทางกลับเคมบริดจ์เพื่อทำงานวิจัย โดยศึกษาด้านตรรกศาสตร์คณิตศาสตร์ (mathematical logic) แม้เขาจะไม่เคยได้รับปริญญาเอกอย่างเป็นทางการ แต่ในปี ค.ศ. 1962 เขาได้รับปริญญา Sc.D. จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเป็น “ปริญญาดุษฎีบัณฑิตชั้นสูง” ที่มอบให้บนพื้นฐานของผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์แล้ว

หลังสำเร็จการศึกษา ไครเซลหวังจะได้รับตำแหน่ง Fellowship ที่ Trinity College แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขาจึงสมัครตำแหน่งทางวิชาการที่อื่น และได้รับการแต่งตั้งที่มหาวิทยาลัยเรดดิงในปี ค.ศ. 1949 ซึ่งเขาทำงานอยู่ที่นั่นจนถึงปี ค.ศ. 1954

เส้นทางสู่สถาบันการศึกษาระดับโลก

ฟรีแมน ไดสัน (Freeman Dyson) นักฟิสิกส์ผู้มีชื่อเสียง ซึ่งเคยเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่เคมบริดจ์ในรุ่นเดียวกับไครเซล และในช่วงทศวรรษ 1950 ได้ทำงานอยู่ที่สถาบัน Institute for Advanced Study เป็นผู้ที่ชักชวนให้ เคิร์ท เกอเดล (Kurt Gödel) เชิญไครเซลไปทำงานที่สถาบันแห่งนี้ ไครเซลจึงเดินทางไปถึง Institute for Advanced Study ในฤดูร้อนปี ค.ศ. 1955 และทำงานอยู่ที่นั่นจนถึงปี ค.ศ. 1957

หลังจากนั้น ไครเซลเดินทางไปทำงานที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในฐานะรองศาสตราจารย์รับเชิญในปี ค.ศ. 1954 ก่อนย้ายไปดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ Sorbonne กรุงปารีส ระหว่างปี ค.ศ. 1960–1964 และในปี ค.ศ. 1964 เขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยแบ่งเวลาทำงานระหว่างภาควิชาปรัชญาและภาควิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งเขาทำงานอยู่ที่นั่นจนกระทั่งเกษียณอายุในปี ค.ศ. 1985

ผลงานด้านทฤษฎีการพิสูจน์และคณิตศาสตร์เชิงสร้าง

ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับไครเซลมากที่สุดคือผลงานวิจัยเชิงลึกด้าน ทฤษฎีการพิสูจน์ (proof theory) ซึ่งเป็นสาขาของตรรกศาสตร์คณิตศาสตร์ที่ศึกษาโครงสร้างของการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ในฐานะวัตถุทางคณิตศาสตร์ในตัวมันเอง ไครเซลมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา โปรแกรมการคลี่คลาย (Unwinding Program) ซึ่งเป็นแนวทางการวิเคราะห์การพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์เพื่อสกัดข้อมูลเชิงสร้าง (constructive information) ที่ซ่อนอยู่ในการพิสูจน์ที่ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเชิงสร้างมาแต่แรก

นอกจากนี้เขายังมีผลงานร่วมกับ ฮิลารี พัตนัม (Hilary Putnam) ในการพัฒนา ตรรกศาสตร์ไครเซล-พัตนัม (Kreisel–Putnam logic) ซึ่งเป็นระบบตรรกศาสตร์ตัวกลาง (intermediate logic) ที่มีความสำคัญในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตรรกศาสตร์คลาสสิกและตรรกศาสตร์เชิงสร้าง (intuitionistic logic)

ไครเซลยังเป็นบุคคลสำคัญในการศึกษาความหมายทางคณิตศาสตร์ของการพิสูจน์ความสอดคล้อง (mathematical significance of consistency proofs) และมีผลงานสำคัญเกี่ยวกับตรรกศาสตร์อันดับ (ordinal logics) และการกำหนดลักษณะของแนวคิดไม่เป็นทางการเกี่ยวกับการพิสูจน์ ผลงานเหล่านี้ทำให้เขาได้รับเชิญเป็นวิทยากรในที่ประชุม International Congress of Mathematicians ที่เมืองเอดินบะระในปี ค.ศ. 1958

ความสัมพันธ์กับเกอเดลและวิทเกนสไตน์

จุดเด่นที่น่าสนใจเกี่ยวกับชีวิตของไครเซลคือความสัมพันธ์ทางวิชาการอันลึกซึ้งที่เขามีต่อนักตรรกวิทยาและนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่สองคน ได้แก่ เคิร์ท เกอเดล นักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงระดับตำนาน และ ลุดวิก วิทเกนสไตน์ นักปรัชญาผู้ทรงอิทธิพล ความสัมพันธ์เชิงปฏิสัมพันธ์ระหว่างไครเซลกับบุคคลทั้งสองนี้ได้รับการบันทึกไว้อย่างละเอียดในงานเขียนทางประวัติศาสตร์คณิตศาสตร์หลายชิ้น และสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของไครเซลในฐานะสะพานเชื่อมระหว่างตรรกศาสตร์คณิตศาสตร์กับปรัชญาคณิตศาสตร์

ลูกศิษย์ผู้มีชื่อเสียง

ตลอดอาชีพการงาน ไครเซลมีลูกศิษย์ปริญญาเอกที่มีชื่อเสียงหลายคน อาทิ เฮงก์ บาเรนเดรกต์ (Henk Barendregt) ผู้เชี่ยวชาญด้านแคลคูลัสแลมบ์ดา ริชาร์ด สแตทแมน (Richard Statman), โรฮิต จิวันลาล ปาริกห์ (Rohit Jivanlal Parikh) และ ไมเคิล บีสัน (Michael Beeson) ซึ่งล้วนแล้วแต่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาตรรกศาสตร์คณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์เชิงทฤษฎีในเวลาต่อมา

เกียรติยศตลอดชีวิตการทำงาน

ไครเซลได้รับเกียรติยศสำคัญในปี ค.ศ. 1966 เมื่อเขาได้รับเลือกเป็นสมาชิกของ Royal Society แห่งลอนดอน ขณะมีอายุเพียง 42 ปี ซึ่งเป็นการยืนยันถึงคุณภาพและความสำคัญของงานวิจัยที่เขาสร้างขึ้นในสาขาตรรกศาสตร์คณิตศาสตร์

The final stage of life and the legacy left behind

เกออร์ก ไครเซลเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2015 ที่เมืองซาลซ์บูร์ก ประเทศออสเตรีย ขณะอายุ 91 ปี หลังเกษียณอายุจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในปี ค.ศ. 1985 เขาได้เดินทางกลับไปใช้ชีวิตในบั้นปลายที่ประเทศออสเตรีย ซึ่งเป็นบ้านเกิดที่เขาเคยต้องหลบหนีออกมาในวัยเยาว์

ผลงานและความคิดของไครเซลได้รับการบันทึกไว้อย่างละเอียดในหนังสือ Kreiseliana ซึ่งรวบรวมโดย Piergiorgio Odifreddi ในปี ค.ศ. 1996 ตลอดชีวิตการทำงาน ไครเซลได้สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการวิจัยที่หลากหลายในสาขาอภิคณิตศาสตร์ของความสร้างสรรค์ (metamathematics of constructivity) ทฤษฎีการพิสูจน์ และทฤษฎีการเรียกซ้ำทั่วไป (generalized recursion theory)

มรดกทางความคิดของไครเซลยังคงมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อวงการตรรกศาสตร์คณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์เชิงทฤษฎีมาจนถึงทุกวันนี้ เรื่องราวชีวิตของเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า แม้ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของประวัติศาสตร์ยุโรป ความมุ่งมั่นทางปัญญาและความหลงใหลในความรู้ก็ยังคงสามารถนำพาบุคคลหนึ่งไปสู่การสร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้กับมวลมนุษยชาติได้