บทความ

อเล็กซิส แคลโรต์: เด็กอายุ 18 ปีผู้เดินเข้าสู่ราชบัณฑิตยสภาฝรั่งเศส

บทความโดย

27
แชร์บทความนี้

อเล็กซิส แคลโรต์: เด็กอายุ 18 ปีผู้เดินเข้าสู่ราชบัณฑิตยสภาฝรั่งเศส

วันนี้ในประวัติศาสตร์คณิตศาสตร์ | 11 กรกฎาคม ค.ศ. 1731

บทนำ: อัจฉริยะที่มาก่อนวัย

วันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ. 1731 (พ.ศ. 2274) สภาราชบัณฑิตยสถานวิทยาศาสตร์แห่งฝรั่งเศส (Académie Royale des Sciences) ลงมติรับ อเล็กซิส-โกลด แคลโรต์ (Alexis-Claude Clairaut) เข้าเป็นสมาชิก ทั้งที่ขณะนั้นเขามีอายุเพียง 18 ปี นับเป็นหนึ่งในสมาชิกที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของสถาบัน เหตุผลไม่ใช่ความเอ็นดูเด็กอัจฉริยะ แต่เพราะเขาได้ตีพิมพ์งานวิจัยเรขาคณิตระดับสูงไปแล้วตั้งแต่อายุ 13 ปี

ผลงานที่ทำให้ Academy ต้องเปิดประตูรับ

งานที่ทำให้แคลโรต์เป็นที่จับตาคือ Recherches sur les courbes à double courbure (การศึกษาเส้นโค้งที่มีความโค้งสองชั้น) ตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 1731 ซึ่งวางรากฐานเรขาคณิตวิเคราะห์ของเส้นโค้งในปริภูมิสามมิติ (space curves) อย่างเป็นระบบ โดยใช้พิกัดสามมิติ $(x, y, z)$ อธิบายเส้นโค้งที่ไม่ได้อยู่บนระนาบเดียว ซึ่งก่อนหน้านั้นเรขาคณิตวิเคราะห์ของเดส์การตส์เน้นเฉพาะเส้นโค้งบนระนาบสองมิติเป็นหลัก

ต่อมาแคลโรต์มีชื่อเสียงยิ่งขึ้นจาก สมการเชิงอนุพันธ์ของแคลโรต์ (Clairaut’s equation):

$$ y = x\frac{dy}{dx} + f\left(\frac{dy}{dx}\right) $$

สมการรูปแบบนี้มีความพิเศษตรงที่มีทั้งคำตอบทั่วไปที่เป็นเส้นตรงตระกูลหนึ่ง และ คำตอบเอกฐาน (singular solution) ซึ่งเป็นเส้นโค้งที่สัมผัส (envelope) กับเส้นตรงทุกเส้นในตระกูลนั้น ตัวอย่างเช่นเมื่อ $f(p) = -p^2/4$ คำตอบทั่วไปคือกลุ่มเส้นตรง $y = cx – c^2/4$ ในขณะที่คำตอบเอกฐานคือพาราโบลา

$$ y = x^2 $$

ปรากฏการณ์นี้เป็นตัวอย่างคลาสสิกที่แสดงให้เห็นว่าคำตอบของสมการเชิงอนุพันธ์ไม่จำเป็นต้องอยู่ในตระกูลคำตอบทั่วไปเสมอไป

จากเรขาคณิตสู่รูปทรงของโลก

หลังเข้า Academy แคลโรต์ยังเป็นหนึ่งในคณะสำรวจของฝรั่งเศสที่เดินทางไปแลปแลนด์ (ค.ศ. 1736) เพื่อวัดความยาวส่วนโค้งเมริเดียนของโลก เพื่อพิสูจน์ว่าโลกแบนที่ขั้ว (oblate) ตามทฤษฎีของนิวตัน ไม่ใช่ยืดที่ขั้วตามที่สำนักคาสสินีเชื่อ ผลการสำรวจครั้งนี้นำไปสู่ผลงานสำคัญ Théorie de la figure de la terre (ค.ศ. 1743) ซึ่งบรรจุ ทฤษฎีบทของแคลโรต์ ที่เชื่อมโยงความโน้มถ่วง ณ ละติจูดต่าง ๆ กับความแบนของทรงรีของโลก:

$$ g(\phi) = g_e\left[1 + \left(\frac{5}{2}m – f\right)\sin^2\phi\right] $$

โดย $g_e$ คือความโน้มถ่วงที่เส้นศูนย์สูตร, $f$ คือความแบน (flattening) ของโลก, $m$ คืออัตราส่วนแรงเหวี่ยงต่อแรงโน้มถ่วงที่เส้นศูนย์สูตร และ $\phi$ คือละติจูด สมการนี้ยังใช้เป็นพื้นฐานของ geodesy สมัยใหม่

มรดกที่ยังสอนกันอยู่ทุกวันนี้

สมการของแคลโรต์เป็นหัวข้อมาตรฐานในวิชาสมการเชิงอนุพันธ์เบื้องต้นทั่วโลก และแนวคิดเรื่อง envelope ของตระกูลเส้นโค้งยังเชื่อมโยงไปถึงทฤษฎี catastrophe และปัญหา optimal control สมัยใหม่ ส่วนทฤษฎีบทของแคลโรต์ยังคงถูกใช้ในงาน geodesy และ geophysics เพื่อประมาณค่าความโน้มถ่วงของโลกจากละติจูด

กิจกรรมชวนคิด

  1. แสดงว่าคำตอบเอกฐาน $y = x^2$ สัมผัสกับเส้นตรงทุกเส้นในตระกูล $y = cx – c^2/4$ ณ จุดใดจุดหนึ่งเสมอ
  2. หาคำตอบทั่วไปและคำตอบเอกฐานของสมการแคลโรต์เมื่อ $f(p) = \sqrt{1+p^2}$
  3. ทำไมการวัดส่วนโค้งเมริเดียนที่แลปแลนด์และเปรูจึงเพียงพอที่จะตัดสินรูปทรงของโลกได้
  4. เปรียบเทียบทฤษฎีบทของแคลโรต์กับสูตรความโน้มถ่วงมาตรฐานสากล (International Gravity Formula) ที่ใช้ในปัจจุบัน

เอกสารอ้างอิง

  • Gillispie, C. C. (Ed.). (1970–1980). Dictionary of Scientific Biography. New York: Charles Scribner’s Sons. (ดูรายการ Clairaut)
  • Clairaut, A. C. (1731). Recherches sur les courbes à double courbure. Paris: Nyon, Didot & Quillau.
  • Clairaut, A. C. (1743). Théorie de la figure de la terre, tirée des principes de l’hydrostatique. Paris: David fils.
  • Greenberg, J. L. (1995). The Problem of the Earth’s Shape from Newton to Clairaut. Cambridge University Press.
  • Boyer, C. B., & Merzbach, U. C. (2011). A History of Mathematics (3rd ed.). Wiley.

ชุดบทความ “วันนี้ในประวัติศาสตร์คณิตศาสตร์” — เผยแพร่ 11 กรกฎาคม 2569