บทความ

มาร์เกริตา เบล็อค: เมื่อการพับกระดาษหนึ่งครั้งแก้สมการกำลังสามได้ในที่ที่วงเวียนกับไม้บรรทัดทำไม่ได้

บทความโดย

40
แชร์บทความนี้

มาร์เกริตา เบล็อค: เมื่อการพับกระดาษหนึ่งครั้งแก้สมการกำลังสามได้ในที่ที่วงเวียนกับไม้บรรทัดทำไม่ได้

วันนี้ในประวัติศาสตร์คณิตศาสตร์ | 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1879

บทนำ: ปัญหาที่ชาวกรีกแก้ไม่ได้มาสองพันปี

หนึ่งในปัญหาคลาสสิกสามข้อของเรขาคณิตกรีกโบราณคือ การเพิ่มปริมาตรลูกบาศก์เป็นสองเท่า (doubling the cube) — กำหนดลูกบาศก์ที่มีด้านยาว 1 หน่วย จงสร้างลูกบาศก์ใหม่ที่มีปริมาตรเป็นสองเท่า โดยใช้เพียงวงเวียนกับไม้บรรทัดเท่านั้น ปัญหานี้เทียบเท่ากับการสร้างส่วนของเส้นตรงที่มีความยาว $\sqrt[3]{2}$ ซึ่งในปี 1837 ปีแยร์ วองต์เซล (Pierre Wantzel) พิสูจน์ได้ว่า เป็นไปไม่ได้ ด้วยเครื่องมือคลาสสิกทั้งสองชนิด เพราะ $\sqrt[3]{2}$ ไม่ใช่จำนวนที่สร้างได้ (constructible number) ในความหมายของพีชคณิต

แต่เกือบหนึ่งศตวรรษต่อมา นักคณิตศาสตร์หญิงชาวอิตาเลียนคนหนึ่งแสดงให้เห็นว่า ถ้าเปลี่ยนเครื่องมือจากวงเวียนไม้บรรทัดเป็น กระดาษพับ ปัญหานี้กลับแก้ได้อย่างสวยงาม เธอคือ มาร์เกริตา ปิอัซโซลา เบล็อค (Margherita Piazzolla Beloch) ผู้เกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1879 ที่เมืองฟราสกาตี ประเทศอิตาลี

จากธิดานักประวัติศาสตร์สู่นักเรขาคณิตพีชคณิต

เบล็อคเป็นบุตรสาวของคาร์ล ยูลิอุส เบล็อค นักประวัติศาสตร์ยุคโบราณชาวเยอรมันผู้สอนที่มหาวิทยาลัย Sapienza แห่งกรุงโรมนานถึง 50 ปี และเบลลา เบลีย์ ชาวอเมริกัน เธอเติบโตในสภาพแวดล้อมทางวิชาการที่เข้มข้น และศึกษาต่อด้านคณิตศาสตร์จนกลายเป็นนักเรขาคณิตพีชคณิต (algebraic geometry) และทอพอโลยีพีชคณิต (algebraic topology) ที่มีผลงานตีพิมพ์กว่าสิบฉบับเกี่ยวกับคุณสมบัติทอพอโลยีของเส้นโค้งพีชคณิตบนพื้นผิวเรียบและพื้นผิว ruled surface

ในช่วงหลังปี 1940 ความสนใจของเธอขยับไปสู่การประยุกต์คณิตศาสตร์กับ โฟโตแกรมเมตรี (photogrammetry) ซึ่งเป็นศาสตร์การวัดระยะและสร้างแบบจำลองจากภาพถ่าย

การพับที่แก้สมการกำลังสามได้: Beloch Fold

ในปี 1936 เบล็อคตีพิมพ์บทความชื่อ Sulla risoluzione dei problemi di terzo e quarto grado col metodo del ripiegamento della carta (“ว่าด้วยการแก้ปัญหากำลังสามและกำลังสี่ด้วยวิธีการพับกระดาษ”) โดยเสนอการพับแบบหนึ่งซึ่งปัจจุบันเรียกว่า Beloch fold

แนวคิดพื้นฐานคือ กำหนดจุดสองจุด $p_1, p_2$ และเส้นตรงสองเส้น $l_1, l_2$ บนกระดาษ เราสามารถพับกระดาษหนึ่งครั้งเพื่อให้ $p_1$ ตกลงบนเส้น $l_1$ และ $p_2$ ตกลงบนเส้น $l_2$ พร้อมกันได้ (เมื่อการพับนั้นเป็นไปได้) รอยพับที่ได้จะเป็น เส้นสัมผัสร่วม (common tangent line) ของพาราโบลาสองเส้น เส้นหนึ่งมีโฟกัสที่ $p_1$ และไดเรกตริกซ์คือ $l_1$ อีกเส้นมีโฟกัสที่ $p_2$ และไดเรกตริกซ์คือ $l_2$

ประเด็นสำคัญทางพีชคณิตคือ พาราโบลาสองเส้นบนระนาบมีเส้นสัมผัสร่วมได้มากที่สุดสามเส้น ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับข้อเท็จจริงที่ว่าสมการกำลังสามมีรากได้มากที่สุดสามราก นั่นหมายความว่าการพับแบบเบล็อคเทียบเท่ากับการหารากของสมการกำลังสามใด ๆ

สำหรับการเพิ่มปริมาตรลูกบาศก์เป็นสองเท่าโดยเฉพาะ เราต้องการหาคำตอบของ

$$x^3 = 2$$

เบล็อคแสดงให้เห็นว่าด้วยการเลือกจุดและเส้นตรงอย่างเหมาะสมบนกระดาษ แล้วพับครั้งเดียวตามเงื่อนไขข้างต้น รอยพับที่ได้จะให้ค่า $x = \sqrt[3]{2}$ โดยตรง — เป็นการยืนยันว่า origami numbers (จำนวนที่สร้างได้ด้วยการพับกระดาษ) เป็นเซตที่ใหญ่กว่า constructible numbers (จำนวนที่สร้างได้ด้วยวงเวียนไม้บรรทัด) อย่างแท้จริง

จากงานที่ถูกลืมสู่การค้นพบใหม่

สิ่งที่น่าเศร้าคือผลงานของเบล็อคแทบไม่มีใครสนใจในยุคของเธอเอง เพราะการพับกระดาษไม่ถูกมองว่าเป็น “เครื่องมือทางคณิตศาสตร์ที่จริงจัง” ต้องรอจนถึงปลายทศวรรษ 1980 เมื่อ ฮูมิอากิ ฮูซิตะ (Humiaki Huzita) ร่วมกับ เบเนเดตโต ชิเมมี (Benedetto Scimemi) จัดประชุมนานาชาติครั้งแรกด้าน Origami Science and Technology ที่เมืองเฟอร์รารา ประเทศอิตาลี ในปี 1988 งานของเบล็อคจึงถูกค้นพบใหม่และได้รับการยอมรับ

ปัจจุบันสัจพจน์การพับกระดาษ (Huzita–Hatori axioms) ซึ่งเป็นรากฐานของ origami mathematics สมัยใหม่ ยอมรับ Beloch fold เป็นหนึ่งในเจ็ดสัจพจน์พื้นฐาน (Axiom 6) และมีงานวิจัยต่อยอดที่แสดงว่าการพับหลายครั้งพร้อมกัน (multi-fold) สามารถแก้สมการดีกรีสูงกว่ากำลังสี่ได้ เช่น การแก้สมการกำลังหกและกำลังเจ็ดด้วยเทคนิค 2-fold origami

เหตุใดเรื่องนี้จึงสำคัญสำหรับผู้เรียนเรขาคณิต

เรื่องราวของเบล็อคเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมสำหรับการสอนแนวคิดเรื่อง ขอบเขตของการสร้างเชิงเรขาคณิต (constructibility) ให้นักศึกษาเห็นว่าเครื่องมือที่เราเลือกใช้ในการสร้างรูปทางเรขาคณิต — ไม่ว่าจะเป็นวงเวียนไม้บรรทัด หรือกระดาษพับ — ส่งผลโดยตรงต่อ “เซตของจำนวน” ที่เราสามารถสร้างได้ และเป็นสะพานเชื่อมที่สวยงามระหว่างเรขาคณิตแบบยุคลิด พีชคณิตนามธรรม (ทฤษฎีสนาม) และกิจกรรมเชิงปฏิบัติที่จับต้องได้อย่างการพับกระดาษ ซึ่งเหมาะมากสำหรับการใช้เป็นสื่อการสอนแบบ hands-on ในห้องเรียน

กิจกรรมชวนคิด

  1. อธิบายว่าเหตุใดสมการ $x^3 = 2$ จึงไม่สามารถแก้ได้ด้วยวงเวียนและไม้บรรทัด แต่แก้ได้ด้วยการพับกระดาษแบบ Beloch fold (ใบ้: พิจารณาว่า $\sqrt[3]{2}$ อยู่ในสนามส่วนขยายที่มีดีกรีเท่าใดเหนือ $\mathbb{Q}$)
  2. ลองพับกระดาษจริงตามแนวคิด Beloch fold โดยกำหนดจุดและเส้นสองคู่บนกระดาษ A4 แล้ววัดความยาวที่ได้จากรอยพับ เปรียบเทียบกับค่า $\sqrt[3]{2} \approx 1.2599$
  3. สัจพจน์ Huzita–Hatori มีทั้งหมด 7 ข้อ ลองค้นคว้าว่าสัจพจน์ข้ออื่น ๆ (นอกจาก Axiom 6 ที่เป็น Beloch fold) แต่ละข้อสอดคล้องกับการสร้างทางเรขาคณิตแบบใดในระบบวงเวียนไม้บรรทัดดั้งเดิม
  4. เปรียบเทียบว่าปัญหาคลาสสิกอีกสองข้อของกรีกโบราณ คือ การแบ่งมุมเป็นสามส่วนเท่ากัน (angle trisection) และการสร้างสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีพื้นที่เท่ากับวงกลม (squaring the circle) สามารถแก้ได้ด้วยการพับกระดาษหรือไม่ เพราะเหตุใด

เอกสารอ้างอิง

  • Hull, T. C. (2011). Solving cubics with creases: The work of Beloch and Lill. American Mathematical Monthly, 118(4), 307–315.
  • Beloch, M. P. (1936). Sulla risoluzione dei problemi di terzo e quarto grado col metodo del ripiegamento della carta. Scritti Matematici Offerti a Luigi Berzolari, Pavia, 93–96.
  • Magrone, P., & Talamanca, A. (2018). Folding cubic roots: Margherita Piazzolla Beloch’s contributions to elementary geometric constructions. Journal of Mathematics and the Arts.
  • Alperin, R. C., & Lang, R. J. (2009). One-, two-, and multi-fold origami axioms. Origami 4: Fourth International Meeting of Origami Science, Mathematics, and Education, 371–393.
  • Wikipedia contributors. (2025). Margherita Piazzola Beloch. Wikipedia.

บทความในชุด “วันนี้ในประวัติศาสตร์คณิตศาสตร์” — นำเสนอเรื่องราวคณิตศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับวันสำคัญในปฏิทิน