แบร์นฮาร์ด รีมันน์: อัจฉริยะผู้เปลี่ยนโฉมหน้าคณิตศาสตร์ด้วยชีวิตอันแสนสั้น
หากมีการจัดอันดับนักคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แบร์นฮาร์ด รีมันน์ (Bernhard Riemann) มักจะติดอยู่ในอันดับต้น ๆ เสมอ แม้เขาจะมีชีวิตอยู่เพียง 39 ปี และไม่ได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับการค้นพบของตนเองไว้มากนัก แต่สิ่งที่เขาค้นพบกลับมีความสำคัญอย่างลึกซึ้งและส่งผลปฏิวัติวงการคณิตศาสตร์และฟิสิกส์มาจนถึงทุกวันนี้ ตั้งแต่การวางรากฐานเรขาคณิตที่ไอน์สไตน์นำไปใช้สร้างทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ไปจนถึงปัญหาคณิตศาสตร์ที่ยังไม่มีใครไขได้จนถึงปัจจุบัน
ชีวิตในครอบครัวนักบวชผู้ยากไร้
รีมันน์เกิดเมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 1826 ที่หมู่บ้านเบรเซเลนซ์ ใกล้เมืองดันเนนแบร์ก ราชอาณาจักรฮันโนเวอร์ (ปัจจุบันอยู่ในประเทศเยอรมนี) เป็นบุตรคนที่สองจากพี่น้องทั้งหมดหกคน บิดาของเขาคือ Friedrich Bernhard Riemann นักบวชลูเทอรันผู้ยากจนซึ่งเคยต่อสู้ในสงครามนโปเลียน ครอบครัวของรีมันน์อาศัยอยู่อย่างแร้นแค้น แต่บิดาก็เป็นผู้สอนพื้นฐานการศึกษาให้กับเขาด้วยตนเอง
ตั้งแต่วัยเด็ก รีมันน์แสดงความสามารถทางคณิตศาสตร์อันโดดเด่นอย่างชัดเจน ทั้งความสามารถในการคำนวณที่น่าทึ่งและความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในวิชาเลขคณิตและเรขาคณิต จนเกินกว่าความรู้ของบิดาและครูประจำโรงเรียนจะสอนต่อได้ อย่างไรก็ตาม เขาก็มีบุคลิกที่ขี้อายและกลัวการพูดในที่สาธารณะ อีกทั้งยังต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยทางประสาทหลายครั้งในช่วงชีวิต
ในปี ค.ศ. 1840 รีมันน์เดินทางไปอาศัยอยู่กับยายที่เมืองฮันโนเวอร์เพื่อเข้าเรียนที่โรงเรียนไลเซียม และหลังยายเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1842 เขาก็ย้ายไปเรียนต่อที่ Johanneum Lüneburg ในช่วงเวลานี้ รีมันน์ศึกษาพระคัมภีร์อย่างเข้มข้น แต่จิตใจของเขามักหวนกลับไปคิดถึงคณิตศาสตร์อยู่เสมอ ถึงขนาดพยายามพิสูจน์ความถูกต้องของหนังสือปฐมกาลด้วยหลักการทางคณิตศาสตร์
จากเทววิทยาสู่คณิตศาสตร์
ในปี ค.ศ. 1846 ขณะอายุ 19 ปี รีมันน์เริ่มศึกษาภาษาศาสตร์และเทววิทยาที่มหาวิทยาลัยเกิททิงเงน เพื่อทำตามความประสงค์ของบิดาที่ต้องการให้เขาเป็นนักบวช แต่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเปลี่ยนไปศึกษาคณิตศาสตร์อย่างเต็มตัว โดยได้รับอนุญาตจากบิดา เขาศึกษาที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินระหว่างปี ค.ศ. 1847–1849 ก่อนเดินทางกลับเกิททิงเงนเพื่อเริ่มทำวิจัยระดับปริญญาเอกด้านทฤษฎีฟังก์ชัน
ในปี ค.ศ. 1851 รีมันน์ได้รับปริญญาเอกโดยมี คาร์ล ฟรีดริช เกาส์ (Carl Friedrich Gauss) นักคณิตศาสตร์ระดับตำนานเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา วิทยานิพนธ์ของเขาเรื่อง “Grundlagen für eine allgemeine Theorie der Funktionen einer veränderlichen complexen Größe” ว่าด้วยทฤษฎีของตัวแปรเชิงซ้อน โดยเฉพาะสิ่งที่ปัจจุบันเรียกว่า พื้นผิวรีมันน์ (Riemann surfaces) ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการศึกษาฟังก์ชันวงรีและเรขาคณิตพีชคณิตไปตลอดกาล
อินทิกรัลรีมันน์และการปฏิวัติการวิเคราะห์เชิงจริง
ในสาขาการวิเคราะห์เชิงจริง (real analysis) รีมันน์เป็นที่รู้จักมากที่สุดจากการเสนอนิยามที่เข้มงวดครั้งแรกของอินทิกรัล ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ อินทิกรัลรีมันน์ (Riemann integral) อันเป็นนิยามพื้นฐานที่นักเรียนคณิตศาสตร์ทั่วโลกเรียนรู้กันในวิชาแคลคูลัสมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้เขายังมีผลงานสำคัญเกี่ยวกับอนุกรมฟูริเยร์ (Fourier series) ซึ่งช่วยขยายขอบเขตความเข้าใจของนักคณิตศาสตร์เกี่ยวกับฟังก์ชันที่ไม่ต่อเนื่องอย่างมาก
รากฐานเรขาคณิตที่ไอน์สไตน์นำไปใช้สร้างทฤษฎีสัมพัทธภาพ
ผลงานที่สร้างอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ที่สุดของรีมันน์ต่อฟิสิกส์สมัยใหม่คือการบรรยายครั้งแรกของเขาในปี ค.ศ. 1854 ซึ่งวางรากฐานให้กับสาขาที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ เรขาคณิตแบบรีมันน์ (Riemannian geometry) การบรรยายเรื่อง “Über die Hypothesen, welche der Geometrie zu Grunde liegen” (ว่าด้วยสมมติฐานที่เป็นรากฐานของเรขาคณิต) ได้ท้าทายแนวคิดดั้งเดิมเรื่องปริภูมิและความโค้ง โดยเสนอกรอบแนวคิดทั่วไปสำหรับปริภูมิที่มีความโค้งได้หลากหลายรูปแบบ ไม่จำกัดอยู่เพียงเรขาคณิตแบบยุคลิดเท่านั้น
หกทศวรรษต่อมา อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ได้นำเรขาคณิตแบบรีมันน์มาใช้เป็นเครื่องมือทางคณิตศาสตร์หลักในการสร้างทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (general theory of relativity) ซึ่งอธิบายแรงโน้มถ่วงในฐานะความโค้งของกาลอวกาศ (spacetime) นับเป็นตัวอย่างอันน่าทึ่งของงานคณิตศาสตร์บริสุทธิ์ที่ล้ำหน้ากว่ายุคสมัยของตนไปหลายทศวรรษ ก่อนที่จะถูกนำไปใช้อธิบายธรรมชาติของจักรวาลได้อย่างแม่นยำ
สมมติฐานรีมันน์: ปริศนามูลค่าล้านดอลลาร์ที่ยังไร้คำตอบ
ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของรีมันน์ในสายตาของคนทั่วไปคือ สมมติฐานรีมันน์ (Riemann Hypothesis) ซึ่งเขาเสนอไว้ในบทความปี ค.ศ. 1859 เกี่ยวกับฟังก์ชันการนับจำนวนเฉพาะ (prime-counting function) บทความนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบทความรากฐานของทฤษฎีจำนวนเชิงวิเคราะห์ (analytic number theory)
สมมติฐานรีมันน์กล่าวถึงตำแหน่งของศูนย์ (zeros) ของฟังก์ชันซีตาของรีมันน์ (Riemann zeta function) ในระนาบจำนวนเชิงซ้อน หากได้รับการพิสูจน์ จะช่วยให้เข้าใจการกระจายตัวของจำนวนเฉพาะได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น แม้จะผ่านมาแล้วกว่า 165 ปี แต่สมมติฐานนี้ก็ยังคงไม่มีใครสามารถพิสูจน์หรือหักล้างได้สำเร็จ จนกลายเป็นหนึ่งในเจ็ดปัญหาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Prize Problems) ที่ Clay Mathematics Institute ประกาศมอบรางวัลมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับผู้ที่สามารถพิสูจน์ได้สำเร็จ
ชีวิตครอบครัวและการต่อสู้กับวัณโรค
รีมันน์ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์วิสามัญ (Professor Extraordinarius) ที่มหาวิทยาลัยเกิททิงเงนในปี ค.ศ. 1857 และในปี ค.ศ. 1859 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์เต็มตัว สืบทอดตำแหน่งต่อจาก ปีเตอร์ กุสตาฟ ดีริชเลต์ (Peter Gustav Dirichlet) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนี้ต่อจากเกาส์เอง
ในปี ค.ศ. 1862 รีมันน์แต่งงานกับ Elise Koch และมีบุตรสาวชื่อ Ida ซึ่งเกิดที่เมืองปิซาในปี ค.ศ. 1863 แต่ไม่นานหลังแต่งงาน เขาก็ล้มป่วยด้วยวัณโรคอย่างรุนแรง แม้จะเดินทางไปประเทศอิตาลีหลายครั้งเพื่อรักษาตัว แต่โรคก็ยังคงลุกลามอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง
บั้นปลายชีวิตและมรดกอันยิ่งใหญ่
แบร์นฮาร์ด รีมันน์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1866 ที่เมืองเซลาสกา ริมทะเลสาบมัจโจเร ประเทศอิตาลี ขณะอายุเพียง 39 ปี แม้ชีวิตของเขาจะแสนสั้นและมีผลงานตีพิมพ์ไม่มากนัก แต่แนวคิดที่เขาทิ้งไว้กลับมีความลึกซึ้งและกว้างไกลอย่างที่ไม่มีใครในยุคเดียวกันเทียบได้
มรดกทางคณิตศาสตร์ของรีมันน์ครอบคลุมเกือบทุกแขนงสำคัญของคณิตศาสตร์สมัยใหม่ ทั้งการวิเคราะห์ ทฤษฎีจำนวน เรขาคณิตเชิงอนุพันธ์ และฟิสิกส์คณิตศาสตร์ ปัจจุบันเขาได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในนักคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล และผลงานของเขายังคงเป็นแรงบันดาลใจและรากฐานสำคัญที่นักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ทั่วโลกใช้ต่อยอดการวิจัยมาจนถึงทุกวันนี้ สมมติฐานรีมันน์ที่ยังคงไร้คำตอบก็ยังคงท้าทายให้นักคณิตศาสตร์รุ่นแล้วรุ่นเล่าพยายามไขปริศนานี้ต่อไป




