บทความ

Hermann Brunn: จากเรขาคณิตนูนสู่ห่วงโบโรมีนอันโด่งดัง

บทความโดย

24
แชร์บทความนี้

Hermann Brunn: จากเรขาคณิตนูนสู่ห่วงโบโรมีนอันโด่งดัง

Hermann Brunn คือนักคณิตศาสตร์เยอรมันผู้มีผลงานสำคัญสองด้านที่ดูเหมือนจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือเรขาคณิตนูน (convex geometry) ผ่าน Brunn–Minkowski inequality อันโด่งดัง และทฤษฎีปม (knot theory) ผ่านแนวคิดเรื่อง Brunnian links ที่รู้จักกันดีในตัวอย่างของห่วงโบโรมีน (Borromean rings) ผลงานทั้งสองด้านนี้ยังคงเป็นเครื่องมือพื้นฐานสำคัญในคณิตศาสตร์สมัยใหม่มาจนถึงทุกวันนี้

จากกรุงโรมสู่เมือง Munich

Hermann Brunn หรือชื่อเต็ม Karl Hermann Brunn เกิดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1862 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ก่อนที่ครอบครัวจะย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่เมือง Munich ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาเติบโตขึ้นมา เขาศึกษาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ที่ Ludwig-Maximilians-Universität München และสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ. 1887 จากวิทยานิพนธ์เรื่อง “Über Ovale und Eiflächen” (ว่าด้วยรูปไข่และผิวรูปไข่) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจตลอดชีวิตของเขาในเรื่องรูปทรงนูน ก่อนจะได้รับ Habilitation ในปี ค.ศ. 1889

Brunn–Minkowski Inequality: เสาหลักของเรขาคณิตนูน

ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Brunn มากที่สุดคือการวางรากฐานสำคัญของสิ่งที่ต่อมาพัฒนาเป็น Brunn–Minkowski inequality ซึ่งเป็นหนึ่งในผลลัพธ์พื้นฐานที่ทรงพลังที่สุดในเรขาคณิตนูน อสมการนี้เชื่อมโยงปริมาตรของรูปทรงนูนสองรูปเข้ากับปริมาตรของผลบวกมิงคอฟสกี้ (Minkowski sum) ของทั้งสองรูป โดยให้ขอบเขตล่างที่แม่นยำซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์คุณสมบัติของรูปทรงนูนในหลากหลายมิติ

Brunn เริ่มพัฒนาแนวคิดนี้ในวิทยานิพนธ์ของเขาเกี่ยวกับรูปไข่และผิวรูปไข่ ก่อนที่ Hermann Minkowski นักคณิตศาสตร์ชื่อดังอีกท่านหนึ่งจะพัฒนาต่อยอดให้สมบูรณ์และทั่วไปมากยิ่งขึ้นในเวลาต่อมา จนกลายเป็นอสมการที่ใช้ชื่อร่วมกันของทั้งสองคน อสมการ Brunn–Minkowski มีความเชื่อมโยงลึกซึ้งกับอสมการไอโซพีริเมตริก (isoperimetric inequality) ซึ่งเป็นปัญหาคลาสสิกที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ผิวและปริมาตรของรูปทรง และยังเป็นรากฐานสำคัญของทฤษฎีรูปทรงนูนสมัยใหม่ (theory of convex bodies) ที่มีการประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางในหลายสาขา ทั้งทฤษฎีความน่าจะเป็น การหาค่าเหมาะที่สุด (optimization) และเรขาคณิตเชิงคำนวณ

Brunnian Links: ปริศนาทางทอพอโลยีที่ซ่อนอยู่ในห่วงที่พันกัน

นอกเหนือจากเรขาคณิตนูน Brunn ยังมีผลงานสำคัญด้านทฤษฎีปม (knot theory) ผ่านบทความในปี ค.ศ. 1892 เรื่อง “Über Verkettung” (ว่าด้วยการเชื่อมโยง) ซึ่งนำเสนอตัวอย่างของสิ่งที่ปัจจุบันเรียกกันว่า Brunnian links อันเป็นกลุ่มของห่วงหลายห่วงที่พันกันในลักษณะพิเศษ กล่าวคือ ห่วงทั้งหมดเชื่อมโยงกันจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้ แต่หากนำห่วงใดห่วงหนึ่งออกไปเพียงห่วงเดียว ห่วงที่เหลือทั้งหมดจะแยกออกจากกันได้อย่างอิสระทันที

ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดของ Brunnian links คือ ห่วงโบโรมีน (Borromean rings) ซึ่งประกอบด้วยห่วงสามห่วงที่พันกันในลักษณะที่ไม่มีห่วงคู่ใดสองห่วงที่เชื่อมโยงกันโดยตรง แต่ทั้งสามห่วงกลับไม่สามารถแยกออกจากกันได้เมื่อรวมกันทั้งหมด สัญลักษณ์นี้มีประวัติศาสตร์ย้อนไปไกลกว่างานของ Brunn มาก โดยปรากฏในตราประจำตระกูล Borromeo ของอิตาลีตั้งแต่ยุคเรอเนซองส์ และยังปรากฏในสัญลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมต่างๆ ทั่วโลกมาก่อนหน้านั้นด้วย แต่ Brunn เป็นผู้ที่ศึกษาโครงสร้างทางทอพอโลยีของปรากฏการณ์นี้อย่างเป็นระบบทางคณิตศาสตร์เป็นครั้งแรก

แนวคิดเรื่อง Brunnian links มีความสำคัญอย่างยิ่งในทฤษฎีปมสมัยใหม่ เพราะเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าคุณสมบัติของการเชื่อมโยงทางทอพอโลยีไม่ได้เกิดจากความสัมพันธ์แบบคู่ (pairwise) เพียงอย่างเดียว แต่สามารถเป็นคุณสมบัติที่เกิดขึ้นได้จากระบบทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคณิตศาสตร์เชิงทอพอโลยีและฟิสิกส์เชิงทฤษฎีในเวลาต่อมา รวมถึงการประยุกต์ใช้ในการศึกษาโครงสร้างโมเลกุลที่พันกันในเคมีและชีววิทยาโมเลกุลสมัยใหม่

มรดกที่เชื่อมโยงสองสาขาที่แตกต่างกัน

Hermann Brunn เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 1939 ด้วยวัย 77 ปี สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับมรดกของเขาคือ ผลงานสองด้านที่เขาทิ้งไว้ ทั้งเรขาคณิตนูนและทฤษฎีปม แม้จะดูเหมือนไม่มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่ทั้งคู่ต่างก็กลายเป็นรากฐานสำคัญของสองสาขาที่แยกจากกันในคณิตศาสตร์สมัยใหม่ Brunn–Minkowski inequality ยังคงเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ในเรขาคณิตนูน ในขณะที่ Brunnian links ยังคงเป็นตัวอย่างคลาสสิกที่นักทฤษฎีปมทั่วโลกใช้อ้างอิงในการอธิบายปรากฏการณ์การเชื่อมโยงเชิงระบบที่ซับซ้อน เรื่องราวของ Brunn จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ของนักคิดคนหนึ่งสามารถหยั่งรากลึกไปในหลายทิศทางที่แตกต่างกันได้อย่างน่าทึ่ง