บทความ

จอร์จ แซลมอน: นักคณิตศาสตร์ไอริชผู้วางรากฐานเรขาคณิตเชิงพีชคณิต

บทความโดย

46
แชร์บทความนี้

จอร์จ แซลมอน: นักคณิตศาสตร์ไอริชผู้วางรากฐานเรขาคณิตเชิงพีชคณิต

George Salmon (1819–1904)

นักคณิตศาสตร์ชาวไอริชผู้เขียนตำราคลาสสิกด้านเรขาคณิตเชิงพีชคณิตที่มีอิทธิพลไปทั่วยุโรป ก่อนจะผันตัวไปเป็นนักเทววิทยาและอธิการบดีแห่งวิทยาลัยทรินิตี้ ดับลิน ในบั้นปลายชีวิต

ชีวิตช่วงต้น

จอร์จ แซลมอน เกิดที่เมืองคอร์ก ประเทศไอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 1819 บิดาชื่อไมเคิล แซลมอน ประกอบอาชีพพ่อค้าผ้าลินิน ส่วนมารดาชื่อเฮเลน เวกส์ เป็นบุตรสาวของบาทหลวงเอ็ดเวิร์ด เวกส์ (แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุว่าเขาเกิดที่ดับลินแทน แต่เติบโตในวัยเด็กที่คอร์ก จึงมีความคลาดเคลื่อนเรื่องถิ่นกำเนิดอยู่บ้าง) หลังจากได้รับการศึกษาขั้นต้นที่คอร์ก เขาเข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยทรินิตี้ ดับลิน ในปี 1833 โดยเรียนทั้งวิชาคลาสสิกและคณิตศาสตร์ และสำเร็จการศึกษาในปี 1838 ด้วยตำแหน่งนักคณิตศาสตร์อันดับหนึ่งของรุ่น

ในปี 1841 เขาได้รับเลือกเป็นเฟลโลว์ของวิทยาลัยทรินิตี้ และตามข้อบังคับของวิทยาลัยในขณะนั้น เขาจึงต้องบวชเป็นนักบวชในคริสตจักรแห่งไอร์แลนด์ด้วย ชีวิตการทำงานของแซลมอนจึงผูกพันอยู่กับทรินิตี้คอลเลจแห่งเดียวตลอดชีวิต โดยเขาใช้เวลาราว 25 ปีในฐานะอาจารย์ผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์เป็นหลัก และสอนวิชาเทววิทยาบ้างเล็กน้อย

ผลงานด้านเรขาคณิตเชิงพีชคณิต

ช่วงเวลาที่แซลมอนสร้างชื่อเสียงในวงการคณิตศาสตร์มากที่สุดคือระหว่างทศวรรษ 1840 ถึง 1860 เขาทำงานในสาขาเรขาคณิตเชิงพีชคณิต (algebraic geometry) โดยเฉพาะทฤษฎีว่าด้วยเส้นโค้งระนาบขั้นสูงและพื้นผิวพีชคณิต ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดชิ้นหนึ่งของเขาคือการค้นพบร่วมกับอาร์เทอร์ เคย์ลีย์ (Arthur Cayley) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ เกี่ยวกับ “เส้นตรง 27 เส้นบนพื้นผิวลูกบาศก์” (the 27 lines on a cubic surface) ซึ่งเป็นผลลัพธ์คลาสสิกที่ยังคงถูกอ้างอิงในเรขาคณิตเชิงพีชคณิตสมัยใหม่จนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้เขายังมีผลงานสำคัญด้านทฤษฎีอินวาเรียนต์ (invariant theory) ซึ่งเป็นสาขาที่ศึกษาคุณสมบัติของรูปทรงเรขาคณิตที่ไม่เปลี่ยนแปลงภายใต้การแปลงพิกัด

ตำราคลาสสิกที่ทรงอิทธิพล

สิ่งที่ทำให้ชื่อของแซลมอนเป็นที่จดจำในวงการศึกษาคณิตศาสตร์ทั่วยุโรปมากที่สุด คือชุดตำราเรียนที่เขาเขียนขึ้น ซึ่งถูกใช้เป็นตำราหลักในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วทวีปยุโรปนานหลายทศวรรษ ตำราสำคัญของเขาได้แก่ A Treatise on Conic Sections (ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1848), A Treatise on Higher Plane Curves (1852), Lessons Introductory to the Modern Higher Algebra (1859) และ A Treatise on the Analytic Geometry of Three Dimensions (1862)

ตำราเหล่านี้โดดเด่นด้วยความชัดเจนในการอธิบายและการจัดระบบเนื้อหาอย่างเป็นระเบียบ จนได้รับการแปลเป็นภาษาเยอรมันโดยวิลเฮล์ม ฟีดเลอร์ (Wilhelm Fiedler) และกลายเป็นตำราที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในมหาวิทยาลัยเยอรมัน มีอิทธิพลต่อการพัฒนาวงการเรขาคณิตเชิงพีชคณิตในยุโรปภาคพื้นทวีปอย่างมาก หลายเล่มได้รับการตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้งพร้อมปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยอยู่เสมอ

เกียรติยศและการยอมรับ

ผลงานทางคณิตศาสตร์ของแซลมอนทำให้เขาได้รับรางวัล Royal Medal ในปี 1868 และรางวัล Copley Medal อันทรงเกียรติจาก Royal Society ในปี 1889 เขาได้รับเลือกเป็นสมาชิกของ Royal Irish Academy ตั้งแต่ปี 1843 และเป็น Fellow of the Royal Society ในปี 1863 พร้อมทั้งได้รับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง เช่น อ็อกซ์ฟอร์ดและเคมบริดจ์

ช่วงชีวิตหลัง: จากคณิตศาสตร์สู่เทววิทยา

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับแซลมอนคือ เมื่อผ่านช่วงพีคของงานคณิตศาสตร์ไปแล้ว เขาหันความสนใจไปทุ่มเทให้กับงานด้านเทววิทยาอย่างจริงจัง ในปี 1866 เขาลาออกจากตำแหน่งในภาควิชาคณิตศาสตร์เพื่ออุทิศตนให้กับงานเทววิทยาโดยสมบูรณ์ และกลายเป็นนักวิชาการด้านพันธสัญญาใหม่ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางไม่แพ้ชื่อเสียงด้านคณิตศาสตร์ของเขา

ในปี 1888 แซลมอนได้รับตำแหน่งอธิการบดี (Provost) คนที่ 32 ของวิทยาลัยทรินิตี้ ดับลิน และดำรงตำแหน่งนี้จนถึงแก่กรรมในปี 1904 เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1904 ขณะอายุ 84 ปี และถูกฝังไว้ที่สุสาน Mount Jerome ในกรุงดับลิน

มรดกที่ทิ้งไว้

แม้ในปัจจุบันชื่อของจอร์จ แซลมอนอาจไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างเท่านักคณิตศาสตร์ร่วมยุคอย่างเคย์ลีย์หรือซิลเวสเตอร์ แต่ตำราของเขายังคงถูกยกให้เป็นหนึ่งในตำราเรขาคณิตเชิงพีชคณิตคลาสสิกที่วางรากฐานให้กับนักคณิตศาสตร์รุ่นต่อมาทั่วยุโรป ทั้งยังเป็นตัวอย่างของนักวิชาการที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในสองสาขาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือคณิตศาสตร์และเทววิทยา ซึ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งในประวัติศาสตร์วงการวิชาการ