บทความ

อันเดรย์ โคลโมโกรอฟ: ผู้วางรากฐานทฤษฎีความน่าจะเป็นสมัยใหม่และนักคณิตศาสตร์ผู้แตะทุกสาขา

บทความโดย

18
แชร์บทความนี้

อันเดรย์ โคลโมโกรอฟ: ผู้วางรากฐานทฤษฎีความน่าจะเป็นสมัยใหม่และนักคณิตศาสตร์ผู้แตะทุกสาขา

มีนักคณิตศาสตร์ไม่กี่คนที่ผลงานครอบคลุมกว้างจนไม่ว่าจะเปิดตำราสาขาใดก็เจอชื่อเดียวกัน นักคณิตศาสตร์ที่ว่านั้นคือ อันเดรย์ นิโคลาเยวิช โคลโมโกรอฟ (Andrey Nikolaevich Kolmogorov) นักคณิตศาสตร์โซเวียต ผู้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 1987 ที่กรุงมอสโก ด้วยวัย 84 ปี และถูกฝังที่สุสานโนโวเดวิชี เขาเป็นที่รู้จักมากที่สุดในฐานะผู้วางรากฐานเชิงสัจพจน์ของทฤษฎีความน่าจะเป็นในปี ค.ศ. 1933 แต่ผลงานของเขายังรวมถึงทอพอโลยี ตรรกศาสตร์ กลศาสตร์ ความปั่นป่วน และทฤษฎีสารสนเทศเชิงอัลกอริทึม

วัยเด็กและเส้นทางสู่มหาวิทยาลัยมอสโก

โคลโมโกรอฟเกิดเมื่อวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1903 ที่เมืองตัมบอฟ ประเทศรัสเซีย มารดาของเขาเสียชีวิตขณะคลอด เขาจึงถูกเลี้ยงดูโดยป้าสองคนที่คฤหาสน์ของปู่ที่หมู่บ้านตูโนชนา ใกล้เมืองยาโรสลาฟล์ ป้าชื่อเวรา เปิดโรงเรียนเล็กๆ ในหมู่บ้าน และเขาเริ่มมีผลงานเขียนตั้งแต่ยังเด็ก ถึงขั้นเป็น “บรรณาธิการ” ส่วนคณิตศาสตร์ของวารสารโรงเรียนที่ชื่อ “นกนางแอ่นแห่งฤดูใบไม้ผลิ” ตอนอายุเพียงห้าขวบ

เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยแห่งรัฐมอสโกในปี ค.ศ. 1920 เขาศึกษาภายใต้นิโคไล ลูซิน (Nikolai Luzin) และเริ่มสร้างชื่อทันที ในปี ค.ศ. 1922 ขณะอายุ 19 ปี เขาสร้างอนุกรมฟูริเยร์ที่ลู่ออกเกือบทุกจุด ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่สร้างความตกตะลึงในวงการวิเคราะห์ เขาสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ. 1925 ได้ปริญญาเอกในปี ค.ศ. 1929 และได้เป็นศาสตราจารย์เมื่ออายุ 28 ปี จากนั้นในปี ค.ศ. 1933 ก็ได้เป็นผู้อำนวยการสถาบันคณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัย

สัจพจน์ของความน่าจะเป็น ปี ค.ศ. 1933

ในปี ค.ศ. 1933 เขาตีพิมพ์หนังสือเล่มเล็กแต่เปลี่ยนวงการชื่อ “Grundbegriffe der Wahrscheinlichkeitsrechnung” (รากฐานของทฤษฎีความน่าจะเป็น) ก่อนหน้านั้นความน่าจะเป็นถูกใช้อย่างแพร่หลาย แต่ขาดนิยามที่รัดกุม นักคณิตศาสตร์บางคนนิยามจากความถี่ บางคนจากความเป็นไปได้เท่าๆ กัน ทำให้เกิดข้อโต้แย้งและความขัดแย้งหลายอย่าง

โคลโมโกรอฟแก้ปัญหานี้โดยใช้ภาษาของทฤษฎีการวัด เขากำหนดให้ความน่าจะเป็นประกอบด้วย ปริภูมิความน่าจะเป็น (probability space) ซึ่งมีเซตของผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ กลุ่มของเหตุการณ์ที่วัดได้ และฟังก์ชันความน่าจะเป็นที่รับค่าไม่ลบ มีค่ารวมเท่ากับ 1 และเป็นไปตามคุณสมบัติการบวกนับได้ (countable additivity) ด้วยกรอบนี้ ตัวแปรสุ่มกลายเป็นฟังก์ชันที่วัดได้ ค่าคาดหมายกลายเป็นอินทิกรัล และทฤษฎีบทสำคัญหลายอย่างก็พิสูจน์ได้อย่างเข้มงวด นักประวัติศาสตร์มักกล่าวว่าผลงานนี้ตอบปัญหาส่วนที่เกี่ยวกับความน่าจะเป็นของปัญหาข้อที่หกของฮิลแบร์ต (การวางสัจพจน์ให้ฟิสิกส์) และจนถึงทุกวันนี้ ทุกตำราความน่าจะเป็นเชิงคณิตศาสตร์ยังเริ่มต้นจากสัจพจน์ของเขา

ตามมาด้วยผลงานเชิงรากฐานอีกมาก เช่น กฎศูนย์-หนึ่งของโคลโมโกรอฟ (Kolmogorov’s zero–one law) ทฤษฎีบทการขยาย (extension theorem) สำหรับการสร้างกระบวนการสุ่ม และสมการของโคลโมโกรอฟสำหรับกระบวนการมาร์คอฟ ซึ่งเขาเสนอในปี ค.ศ. 1931 และเชื่อมโยงกระบวนการสุ่มต่อเนื่องกับสมการเชิงอนุพันธ์ย่อย การทดสอบโคลโมโกรอฟ-สมีร์นอฟ (Kolmogorov–Smirnov test) ที่เขาพัฒนาร่วมกับนิโคไล สมีร์นอฟ (Nikolai Smirnov) ก็ยังเป็นเครื่องมือมาตรฐานในสถิติเพื่อเปรียบเทียบการแจกแจง

อิทธิพลต่อพัฒนาการของแคลคูลัสสุ่ม

แนวคิดของโคลโมโกรอฟเป็นรากฐานให้นักคณิตศาสตร์รุ่นหลังพัฒนาต่อ ในช่วงทศวรรษ 1940 คิโยชิ อิโต (Kiyosi Itô) ได้สร้างแคลคูลัสสุ่มและสมการเชิงอนุพันธ์สุ่มขึ้นโดยผสมแนวทางเชิงวิเคราะห์ของโคลโมโกรอฟ ซึ่งมองกระบวนการแพร่ผ่านสมการเชิงอนุพันธ์ย่อย เข้ากับแนวทางเชิงเส้นทางของปอล เลวี (Paul Lévy) ซึ่งศึกษาวิถีของกระบวนการโดยตรง ผลของการผสมนี้คือเครื่องมือที่ใช้ในฟิสิกส์ การเงิน และสาขาอื่นอีกมากมาย

ผลงานในสาขาอื่น

นอกเหนือจากความน่าจะเป็น โคลโมโกรอฟสร้างผลงานระดับรากฐานในสาขาอื่นหลายแห่ง

ตรรกศาสตร์: ในปี ค.ศ. 1925 เขาศึกษาตรรกศาสตร์เชิงสัญชาตญาณ (intuitionistic logic) และแสดงว่าตรรกศาสตร์คลาสสิกสามารถแปลงเป็นระบบนี้ได้ ภายหลังการตีความตรรกศาสตร์ของเขาในแง่ของ “ปัญหาและคำตอบ” เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าการตีความบราวเวอร์-ไฮติง-โคลโมโกรอฟ (BHK)

ทอพอโลยี: เขามีส่วนในการวางรากฐานของโคโฮโมโลจีในช่วงทศวรรษ 1930

ชีววิทยาเชิงคณิตศาสตร์: สมการ KPP (Kolmogorov–Petrovsky–Piskunov) ปี ค.ศ. 1937 อธิบายการแพร่ของยีนที่ได้เปรียบในประชากร และเป็นแบบจำลองมาตรฐานของคลื่นการแพร่ในระบบปฏิกิริยา-การแพร่

ความปั่นป่วน: ในปี ค.ศ. 1941 เขาเสนอทฤษฎีที่เรียกกันว่า K41 ซึ่งอธิบายความปั่นป่วนของของไหลโดยมองว่าพลังงานไหลจากกระแสวนขนาดใหญ่ลงสู่ขนาดเล็กเป็นลำดับ และทำนายว่าในช่วงขนาดหนึ่ง สเปกตรัมพลังงานจะเป็นไปตามกฎเลขชี้กำลังลบห้าส่วนสาม แม้ภายหลังจะพบว่าต้องปรับปรุงเพื่ออธิบายความไม่สม่ำเสมอ (intermittency) แต่ K41 ยังเป็นกรอบอ้างอิงหลักในการศึกษาความปั่นป่วนมาจนปัจจุบัน

พลศาสตร์: ในปี ค.ศ. 1954 เขาเสนอผลลัพธ์ว่าระบบแฮมิลตันที่ใกล้เคียงระบบอินทิเกรเบิลมักมีวงโคจรที่เสถียรอยู่ต่อ ซึ่งต่อมาอาร์โนลด์ (Vladimir Arnold) และมอเซอร์ (Jürgen Moser) พัฒนาจนเป็น ทฤษฎี KAM (Kolmogorov–Arnold–Moser) ที่ตอบคำถามสำคัญเรื่องเสถียรภาพของระบบสุริยะ

ความซับซ้อนโคลโมโกรอฟ

ในทศวรรษ 1960 โคลโมโกรอฟเสนอแนวคิดที่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง “ความสุ่ม” ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ความซับซ้อนโคลโมโกรอฟ (Kolmogorov complexity) คือความยาวของโปรแกรมที่สั้นที่สุดที่ผลิตข้อมูลชุดหนึ่งออกมา สายอักขระที่มีรูปแบบสม่ำเสมอ เช่น “0101010101…” อธิบายได้ด้วยโปรแกรมสั้นๆ จึงมีความซับซ้อนต่ำ ส่วนสายอักขระที่ไม่มีรูปแบบใดบีบอัดได้ ย่อมมีความซับซ้อนสูงและถือเป็นสิ่งที่ “สุ่ม” ตามความหมายนี้ แนวคิดนี้ถูกเสนอโดยอิสระโดยเรย์ โซโลมอนอฟ (Ray Solomonoff) และเกรกอรี ไชติน (Gregory Chaitin) ด้วย และกลายเป็นรากฐานของทฤษฎีสารสนเทศเชิงอัลกอริทึม การบีบอัดข้อมูล และการเรียนรู้ของเครื่อง

ครูผู้สร้างสำนักคิด

โคลโมโกรอฟมีลูกศิษย์จำนวนมากที่กลายเป็นนักคณิตศาสตร์ระดับแนวหน้า รวมถึงอิสราเอล เกลฟานด์ (Israel Gelfand), วลาดิมีร์ อาร์โนลด์ (Vladimir Arnold), ยาคอฟ ซินาอี (Yakov Sinai), ยูริ โปรโฮรอฟ (Yuri Prokhorov), บอริส เนียเดนโก (Boris Gnedenko), อัลเบิร์ต ชีเรียฟ (Albert Shiryaev) และเปอร์ มาร์ติน-เลิฟ (Per Martin-Löf) นอกจากการสอนในมหาวิทยาลัย เขายังทุ่มเทให้กับการศึกษาของเด็ก โดยเป็นผู้ผลักดันโรงเรียนประจำสำหรับนักเรียนที่มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยมอสโกที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1963 และมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปหลักสูตรคณิตศาสตร์ของโซเวียต

เขายังเป็นที่รู้จักในเรื่องความสนใจที่กว้างขวางนอกวงการคณิตศาสตร์ เช่นการวิเคราะห์เชิงสถิติของจังหวะและฉันทลักษณ์ในบทกวีรัสเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเขามองสถิติและความน่าจะเป็นเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้กับทุกแขนงของความรู้

เกียรติยศ

โคลโมโกรอฟได้รับรางวัลรัฐ (State Prize) ในปี ค.ศ. 1941 รางวัลเลนิน (Lenin Prize) ในปี ค.ศ. 1965 เครื่องอิสริยาภรณ์เลนิน (Order of Lenin) ถึงหกครั้ง รางวัลบัลซาน (Balzan Prize) รางวัลวูล์ฟ (Wolf Prize) ในปี ค.ศ. 1980 และรางวัลโลบาเชฟสกี (Lobachevsky Prize) ในปี ค.ศ. 1987 ซึ่งเป็นปีที่เขาเสียชีวิต

มรดก

อันเดรย์ โคลโมโกรอฟเสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 1987 ที่มอสโก แต่ชื่อของเขายังปรากฏอยู่ทุกหนแห่งในคณิตศาสตร์ ตั้งแต่ปริภูมิความน่าจะเป็นที่ทุกคนใช้โดยไม่ต้องคิดถึงที่มา ไปจนถึงความซับซ้อนที่เป็นแกนของทฤษฎีสารสนเทศ ความปั่นป่วนที่ยังเป็นปัญหาเปิดในฟิสิกส์ และเสถียรภาพของระบบพลวัต หากถามว่านักคณิตศาสตร์คนใดทำให้ “ความน่าจะเป็น” กลายเป็นคณิตศาสตร์อย่างแท้จริง คำตอบส่วนใหญ่ก็คือเขา