บทความ

รำลึกถึง Maryam Mirzakhani นักคณิตศาสตร์หญิงคนแรกผู้คว้าเหรียญฟิลด์ส

บทความโดย

30
แชร์บทความนี้

รำลึกถึง Maryam Mirzakhani นักคณิตศาสตร์หญิงคนแรกผู้คว้าเหรียญฟิลด์ส

กลางเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2017 วงการคณิตศาสตร์ทั่วโลกต้องสูญเสีย มาร์ยัม มีร์ซาคอนี (Maryam Mirzakhani) นักคณิตศาสตร์ชาวอิหร่านและศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้จากไปด้วยโรคมะเร็งเต้านมในวัยเพียง 40 ปี ทิ้งไว้เพียงมรดกทางวิชาการอันยิ่งใหญ่และแรงบันดาลใจที่ยังคงส่งต่อถึงนักคณิตศาสตร์รุ่นใหม่ทั่วโลก

(หมายเหตุ: มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและแหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่าเธอเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม แต่ข่าวการจากไปของเธอถูกเผยแพร่และเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางในวันที่ 15 กรกฎาคม)

เด็กสาวจากเตหะรานผู้รักการเล่าเรื่องมากกว่าตัวเลข

มีร์ซาคอนีเกิดและเติบโตที่กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ในวัยเด็กเธอหลงใหลในการอ่านและการเล่าเรื่องมากกว่าคณิตศาสตร์ด้วยซ้ำ แต่ต่อมาความหลงใหลนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นความรักในคณิตศาสตร์ เธอเป็นนักเรียนหญิงคนแรกของอิหร่านที่ได้เข้าร่วมทีมชาติแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับนานาชาติ (International Mathematical Olympiad) และคว้าเหรียญทองได้ถึงสองปีซ้อนในปี ค.ศ. 1994 และ 1995 โดยปีหลังเธอทำคะแนนได้เต็มคะแนน

หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชารีฟ (Sharif University of Technology) ในเตหะราน เธอเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ. 2004 วิทยานิพนธ์ของเธอโดดเด่นถึงขั้นถูกตีพิมพ์แยกเป็นบทความในวารสารคณิตศาสตร์ชั้นนำถึงสามฉบับ ก่อนจะย้ายไปสอนที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และในที่สุดก็เข้าร่วมคณะคณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในปี ค.ศ. 2008

งานวิจัยที่เหมือนการวาดภาพ

งานวิจัยของมีร์ซาคอนีเน้นไปที่เรขาคณิตไฮเพอร์โบลิก (Hyperbolic Geometry) ทฤษฎีไทช์มึลเลอร์ (Teichmüller Theory) และเรขาคณิตของปริภูมิมอดูไล (Moduli Spaces) ซึ่งเป็นการศึกษาความซับซ้อนของพื้นผิวโค้งในเชิงลึก เช่น พื้นผิวทรงกลมหรือพื้นผิวรูปโดนัท แม้เนื้อหาจะเป็นคณิตศาสตร์บริสุทธิ์ขั้นสูง แต่ก็มีความเชื่อมโยงไปถึงฟิสิกส์ควอนตัม วิศวกรรม และวัสดุศาสตร์

สิ่งที่ทำให้เธอโดดเด่นคือวิธีคิดที่เป็นเอกลักษณ์ เธอมักจะร่างภาพและวาดลวดลายต่างๆ ลงบนกระดาษแผ่นใหญ่ พร้อมเขียนสูตรคณิตศาสตร์ล้อมรอบภาพวาดเหล่านั้น จนลูกสาวของเธอเคยเรียกงานของแม่ว่าเป็นเหมือน “การวาดภาพ” มีร์ซาคอนีเองก็เคยอธิบายแนวทางการทำงานของตัวเองว่าเป็นเหมือนการหลงอยู่ในป่าและพยายามใช้ความรู้ทุกอย่างที่มีเพื่อคิดค้นวิธีใหม่ๆ จนกว่าจะเจอทางออก

หนึ่งในผลงานสำคัญร่วมกับนักคณิตศาสตร์ Alex Eskin คือทฤษฎีบทที่ได้รับฉายาว่า “ไม้กายสิทธิ์ (Magic Wand Theorem)” ซึ่งเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ในการศึกษาพลวัตของปริภูมิมอดูไล

สตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ผู้คว้าเหรียญฟิลด์ส

ในปี ค.ศ. 2014 มีร์ซาคอนีสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็น สตรีคนแรก และ ชาวอิหร่านคนแรก ที่ได้รับ เหรียญฟิลด์ส (Fields Medal) ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดในวงการคณิตศาสตร์ มักถูกเปรียบเทียบว่าเทียบเท่ารางวัลโนเบลของสาขานี้ นับตั้งแต่มีการมอบรางวัลครั้งแรกในปี ค.ศ. 1936 ก็ไม่เคยมีผู้หญิงคนใดได้รับเกียรตินี้มาก่อน

ข่าวการได้รับรางวัลของเธอสร้างความยินดีไปทั่วโลก โดยเฉพาะในหมู่นักคณิตศาสตร์หญิง และกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงก็สามารถก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของวงการวิทยาศาสตร์ที่ถูกครอบงำโดยผู้ชายมาอย่างยาวนานได้เช่นกัน

การต่อสู้กับโรคร้ายและการจากไปที่เร็วเกินไป

มีร์ซาคอนีได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 แม้จะเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่ในปี ค.ศ. 2016 โรคก็ได้ลุกลามไปยังตับและกระดูก เธอยังคงทำงานวิจัยต่อไปจนกระทั่งไม่นานก่อนจะจากไป โดยเพื่อนร่วมงานเล่าว่าเธอเผชิญหน้ากับความเจ็บป่วยด้วยความสมจริงและความหวังไปพร้อมกัน มีร์ซาคอนีเสียชีวิตที่โรงพยาบาลสแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย ในวัย 40 ปี โดยมีสามีของเธอ Jan Vondrák นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เชิงทฤษฎี และลูกสาว Anahita อยู่เคียงข้าง

มรดกที่ยังคงอยู่

มาร์คุส เทสซิเยร์-ลาวีน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในขณะนั้น กล่าวถึงการจากไปของเธอว่า แม้มีร์ซาคอนีจะจากไปเร็วเกินไป แต่ผลกระทบที่เธอสร้างไว้จะยังคงอยู่ต่อไปผ่านผู้หญิงนับพันคนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเธอให้ก้าวเข้าสู่เส้นทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์

ทุกวันนี้ ชื่อของมาร์ยัม มีร์ซาคอนียังคงถูกกล่าวถึงในฐานะแบบอย่างของนักวิชาการที่ทั้งเก่งกาจและถ่อมตน เธอไม่เคยรับเกียรติยศใดๆ เพียงเพื่อตัวเอง แต่ด้วยความหวังว่ามันจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นเดินตามเส้นทางเดียวกัน


แม้เวลาจะผ่านไป แต่เรื่องราวของมาร์ยัม มีร์ซาคอนียังคงเตือนใจเราว่า ความงดงามของคณิตศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขและสูตรสมการ แต่ยังรวมถึงความกล้าที่จะสำรวจสิ่งที่ไม่มีใครเคยเข้าใจมาก่อน — และไม่ว่าเพศ เชื้อชาติ หรือพื้นเพจะเป็นอย่างไร ทุกคนล้วนมีที่ทางในโลกแห่งวิชาความรู้นี้