บทความ

รำลึกถึง W. W. Rogosinski ผู้ร่วมเขียนตำราอนุกรมฟูริเยร์กับ G. H. Hardy

บทความโดย

47
แชร์บทความนี้

รำลึกถึง W. W. Rogosinski ผู้ร่วมเขียนตำราอนุกรมฟูริเยร์กับ G. H. Hardy

Werner Wolfgang Rogosinski หรือที่เพื่อนร่วมวงการมักเรียกกันด้วยความเอ็นดูว่า “Rogo” คือนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน-อังกฤษผู้มีผลงานสำคัญด้านอนุกรมฟูริเยร์ (Fourier series) และเป็นผู้ร่วมเขียนตำราเล่มสำคัญกับ G. H. Hardy นักคณิตศาสตร์อังกฤษผู้ยิ่งใหญ่ ในโอกาสนี้เราขอย้อนรำลึกถึงชีวิตของนักคณิตศาสตร์ผู้ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายจากภัยการเมืองในยุคของตนเอง แต่ยังคงรักษาความรักในคณิตศาสตร์ไว้ได้อย่างไม่เสื่อมคลาย

วาระสุดท้ายที่เมือง Aarhus 23 กรกฎาคม ค.ศ. 1964

Rogosinski เสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ค.ศ. 1964 ที่เมือง Aarhus ประเทศเดนมาร์ก ขณะมีอายุ 69 ปี เพียงห้าปีหลังจากที่เขาย้ายไปรับตำแหน่งที่มหาวิทยาลัย Aarhus ในปี ค.ศ. 1959 การจากไปของเขาถือเป็นการปิดฉากชีวิตของนักคณิตศาสตร์ผู้เผชิญความยากลำบากมาตลอดครึ่งแรกของชีวิต ตั้งแต่การถูกไล่ออกจากตำแหน่งศาสตราจารย์เพราะเชื้อสายยิวในยุคนาซี จนต้องเริ่มต้นอาชีพใหม่ในต่างแดนด้วยตำแหน่งที่ต่ำกว่าความสามารถของเขามาก แต่เขาก็ไม่เคยสูญเสียความหลงใหลในคณิตศาสตร์ไปเลย

เด็กชายผู้รักดนตรีจากเมือง Breslau

Werner Wolfgang Rogosinski เกิดเมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 1894 ที่เมือง Breslau ซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเยอรมัน (ปัจจุบันคือเมือง Wrocław ประเทศโปแลนด์) ในครอบครัวชาวยิวที่มีเชื้อสายโปแลนด์ บิดาของเขาเป็นที่ปรึกษากฎหมายประจำเมือง ครอบครัวของเขารักดนตรี Rogosinski เองเรียนเปียโนและไวโอลินตั้งแต่เด็ก ส่วนน้องชายของเขา Kurt กลายเป็นนักเปียโนมืออาชีพในเวลาต่อมา

เขาเข้าเรียนที่ Gymnasium ของโรงเรียน St Maria Magdalena ในเมือง Breslau ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1900 ถึง 1913 ซึ่งเน้นภาษาละตินและกรีกเป็นหลัก ก่อนจะเข้าศึกษาต่อด้านคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Breslau, Freiburg และ Göttingen ภายใต้การดูแลของ Edmund Landau แต่การศึกษาของเขาต้องหยุดชะงักลงเมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้น และเขาต้องไปปฏิบัติหน้าที่เป็นสิบเอกในหน่วยพยาบาลทหาร

เส้นทางวิชาการที่เมือง Königsberg

หลังสงคราม Rogosinski กลับมาศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญาเอกในปี ค.ศ. 1922 จากวิทยานิพนธ์เรื่องการประยุกต์ใช้วิธี Pfeiffer กับปัญหาตัวหารของ Dirichlet ซึ่งสร้างความฮือฮาในวงการไม่น้อย ในปี ค.ศ. 1923 เขาเดินทางไปเมือง Königsberg เริ่มต้นในตำแหน่งอาจารย์ก่อนจะได้เลื่อนเป็นรองศาสตราจารย์ในปี ค.ศ. 1928 ที่นั่นเขาได้ร่วมงานกับนักคณิตศาสตร์ชื่อดังหลายคน ทั้ง Richard Brauer, Gábor Szegő และ Kurt Reidemeister เป็นเวลาห้าปี และครอบครัว Rogosinski กับครอบครัว Szegő ก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน

ผลงานสำคัญชิ้นแรกของเขาคือหนังสือ Fouriersche Reihen ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1930 ซึ่งเป็นตำราแนะนำอนุกรมฟูริเยร์สำหรับนักศึกษา และได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1950 ซึ่งยังคงใช้อ้างอิงกันมาจนถึงปัจจุบัน

ความร่วมมือกับ G. H. Hardy ท่ามกลางวิกฤตการเมือง

สถานการณ์ของ Rogosinski เริ่มยากลำบากขึ้นเมื่อพรรคนาซีขึ้นสู่อำนาจในเยอรมนี และในปี ค.ศ. 1936 เขาถูกปลดออกจากตำแหน่งศาสตราจารย์เนื่องจากเชื้อสายยิว แต่ในความโชคร้ายนี้เองที่นำไปสู่ความร่วมมือทางวิชาการครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา เมื่อเขาได้ร่วมงานกับ G. H. Hardy นักคณิตศาสตร์อังกฤษผู้ยิ่งใหญ่ ในการวิจัยเรื่องอนุกรมฟูริเยร์ ซึ่งกลายเป็นช่วงเวลาแห่งผลงานที่มีคุณภาพสูงและเต็มไปด้วยความสุขในการทำงานร่วมกัน แม้จะเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ

ในปี ค.ศ. 1941 มหาวิทยาลัย Aberdeen ในสกอตแลนด์ซึ่งขาดแคลนบุคลากรเพราะสงคราม ได้แต่งตั้ง Rogosinski เป็นอาจารย์ผู้ช่วย แม้ตำแหน่งนี้จะต่ำกว่าความสามารถของนักคณิตศาสตร์ระดับแนวหน้าอย่างเขามาก และค่าตอบแทนก็ไม่สูงนัก แต่ก็เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เขารู้สึกโชคดีที่ยังมีที่ยืนในวงการวิชาการต่อไปได้

มรดกด้านอนุกรมฟูริเยร์ที่ยังใช้งานอยู่

ตลอดชีวิตการทำงาน Rogosinski มีผลงานตีพิมพ์ครอบคลุมทั้งอนุกรมฟูริเยร์ ฟังก์ชันวิเคราะห์เชิงซ้อน และปริพันธ์ ผลงานร่วมกับ Hardy และตำรา Fourier Series ที่เขาเขียนขึ้นยังคงเป็นที่อ้างอิงในวงการวิเคราะห์ฟูริเยร์มาจนถึงปัจจุบัน เขาได้รับเลือกเป็น Fellow ของ Royal Society ในปี ค.ศ. 1954 ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุดอย่างหนึ่งของวงการวิทยาศาสตร์อังกฤษ ก่อนจะย้ายไปรับตำแหน่งสุดท้ายที่มหาวิทยาลัย Aarhus ในปี ค.ศ. 1959

ในวันครบรอบการจากไปของเขาทุกปี ชื่อของ Werner Wolfgang Rogosinski จึงยังคงเป็นภาพสะท้อนของนักคณิตศาสตร์ผู้ไม่ยอมให้ความยากลำบากทางการเมืองหยุดยั้งความมุ่งมั่นทางวิชาการของตนเอง และเป็นตัวอย่างของความร่วมมือทางปัญญาที่งดงามข้ามพรมแดนในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความแตกแยก