Dunham Jackson: ผู้วางรากฐานทฤษฎีการประมาณค่าและนักเขียนตำราผู้เป็นเลิศ
ในบรรดานักคณิตศาสตร์อเมริกันแห่งต้นศตวรรษที่ 20 Dunham Jackson คือผู้บุกเบิกทฤษฎีการประมาณค่า (approximation theory) ที่ศึกษาว่าฟังก์ชันที่ซับซ้อนสามารถถูกประมาณด้วยฟังก์ชันที่ง่ายกว่า เช่น พหุนาม ได้ดีเพียงใด ผลงานของเขายังคงเป็นรากฐานสำคัญของสาขานี้มาจนถึงทุกวันนี้ ผ่านสิ่งที่รู้จักกันในชื่อ Jackson’s inequality
เด็กชายผู้เติบโตท่ามกลางหนังสือวิทยาศาสตร์
Dunham Jackson เกิดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 1888 ที่เมือง Bridgewater รัฐ Massachusetts สหรัฐอเมริกา เป็นบุตรของ William Dunham Jackson ครูสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่ Normal School ประจำเมือง และ Mary Vose Jackson ทั้งคู่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเดียวกันและสืบเชื้อสายมาจากผู้โดยสารเรือ Mayflower
ตั้งแต่วัยเดินได้ Jackson มักติดตามบิดาไปเดินป่าศึกษาธรณีวิทยา พฤกษศาสตร์ และสัตววิทยา ทำให้เขาสั่งสมความรู้รอบด้านและนิสัยรักการสังเกตตั้งแต่เด็ก เขายังชอบอ่านตำราวิทยาศาสตร์ในห้องสมุดของครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อย แม้ในโรงเรียนมัธยมเขาจะชื่นชอบวิชาภาษาและวรรณคดีเป็นพิเศษ ถึงขนาดสอนบทกวีภาษาละตินและเยอรมันให้น้องสาวของตนเอง
เส้นทางการศึกษาที่ Harvard และ Göttingen
Jackson เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัย Harvard ตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี และสำเร็จปริญญาตรีในปี ค.ศ. 1908 ก่อนจะทำงานเป็นผู้ช่วยด้านดาราศาสตร์จนได้รับปริญญาโท เขาเดินทางไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Göttingen ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นศูนย์กลางคณิตศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในยุคนั้น วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขาตอบคำถามรางวัลที่คณาจารย์แห่ง Göttingen เคยตั้งไว้ก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปรับปรุงผลลัพธ์เรื่องการประมาณค่าด้วยพหุนามให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของงานวิจัยตลอดชีวิตของเขา
หลังสำเร็จการศึกษา Jackson กลับมาสอนที่ Harvard ในตำแหน่งอาจารย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1911 และเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ในปี ค.ศ. 1916 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขารับราชการเป็นกัปตันในกรมสรรพาวุธของกองทัพสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และเขียนตำราเกี่ยวกับการอินทิเกรตเชิงตัวเลขสำหรับวิถีกระสุนปืนใหญ่ ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้คณิตศาสตร์เพื่อสนับสนุนความพยายามทำสงครามโดยตรง
Jackson’s Inequality และทฤษฎีการประมาณค่า
ในปี ค.ศ. 1919 Jackson ย้ายไปเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัย Minnesota ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาดำรงอยู่จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต งานวิจัยหลักของเขามุ่งเน้นไปที่ทฤษฎีการประมาณค่าด้วยพหุนามตรีโกณมิติ (trigonometric polynomials) และพหุนามตั้งฉาก (orthogonal polynomials) โดยศึกษาว่าฟังก์ชันหนึ่งๆ สามารถถูกประมาณด้วยพหุนามที่มีดีกรีจำกัดได้ดีเพียงใด และอัตราความคลาดเคลื่อนของการประมาณนั้นสัมพันธ์กับความเรียบของฟังก์ชันอย่างไร
ผลงานที่ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักไปทั่ววงการคือ Jackson’s inequality ซึ่งให้ขอบเขตบนของความคลาดเคลื่อนในการประมาณค่าฟังก์ชันด้วยพหุนามตรีโกณมิติหรือพหุนามธรรมดา โดยเชื่อมโยงกับโมดูลัสความต่อเนื่อง (modulus of continuity) ของฟังก์ชันนั้น อสมการนี้กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานสำคัญในทฤษฎีการประมาณค่าสมัยใหม่ และมีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การประมวลผลสัญญาณ และทฤษฎีการบีบอัดข้อมูล
นักเขียนตำราผู้ได้รับรางวัล Chauvenet Prize
นอกเหนือจากงานวิจัย Jackson ยังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะนักเขียนอธิบายคณิตศาสตร์ที่เป็นเลิศ ทั้งในงานตีพิมพ์ทางวิชาการ การบรรยาย และการสอนในทุกระดับ บทความอธิบายของเขาเรื่องอนุกรมพหุนามตั้งฉาก ผลรวมตรีโกณมิติตั้งฉาก และการลู่เข้าของอนุกรมฟูริเยร์ มีความชัดเจนโดดเด่นจนทำให้เขาได้รับ รางวัล Chauvenet Prize จาก Mathematical Association of America ในปี ค.ศ. 1935 ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดสำหรับงานเขียนอธิบายคณิตศาสตร์ ผลงานตำราที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ Fourier Series and Orthogonal Polynomials ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1941 ซึ่งยังคงได้รับการพิมพ์ซ้ำมาจนถึงศตวรรษที่ 21
ช่วงปลายชีวิตที่ไม่ย่อท้อต่อความเจ็บป่วย
Jackson แต่งงานกับ Harriet Spratt Hulley ในปี ค.ศ. 1918 ซึ่งเป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาด้านภาษาอังกฤษที่ Radcliffe College ทั้งคู่มีบุตรสาวสองคน ในปี ค.ศ. 1940 เขาประสบภาวะหัวใจวายรุนแรง และสุขภาพก็ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ นับแต่นั้น จนต้องพักรักษาตัวเป็นระยะๆ ทั้งที่บ้านและโรงพยาบาล แม้กระนั้นเขาก็ยังคงทำหน้าที่ที่ปรึกษาให้แก่นักศึกษาปริญญาเอกสี่คนได้สำเร็จในปีสุดท้ายของชีวิต
Dunham Jackson เสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 1946 ด้วยวัย 58 ปี ทิ้งไว้ทั้งผลงานวิจัยด้านทฤษฎีการประมาณค่าที่ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของคณิตศาสตร์เชิงคำนวณสมัยใหม่ และตำราเรียนคลาสสิกที่ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้นักคณิตศาสตร์รุ่นหลังเห็นคุณค่าของการอธิบายแนวคิดที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายอย่างชัดเจนและงดงาม




