บทความ

รำลึกถึง Henri Lebesgue ผู้ปฏิวัติทฤษฎีการอินทิเกรต

บทความโดย

32
แชร์บทความนี้

รำลึกถึง Henri Lebesgue ผู้ปฏิวัติทฤษฎีการอินทิเกรต

Henri Lebesgue คือนักคณิตศาสตร์ฝรั่งเศสระดับตำนาน ผู้พัฒนาทฤษฎีการอินทิเกรตแบบเลอเบก (Lebesgue integration) ซึ่งต่อยอดจากงานของ Camille Jordan และ Émile Borel จนสามารถแก้ปัญหาข้อจำกัดของอินทิกรัลรีมันน์ได้สำเร็จ กลายเป็นรากฐานสำคัญที่รองรับการวิเคราะห์เชิงคณิตศาสตร์สมัยใหม่ทั้งหมด ในโอกาสนี้เราขอย้อนรำลึกถึงชีวิตของนักคิดผู้เปลี่ยนความเข้าใจพื้นฐานเรื่องพื้นที่และปริพันธ์ไปตลอดกาล

วาระสุดท้ายที่กรุงปารีส 26 กรกฎาคม ค.ศ. 1941

Henri Lebesgue เสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ. 1941 ที่กรุงปารีส ด้วยวัย 66 ปี เขาป่วยด้วยวัณโรคมาตั้งแต่วัยเด็กซึ่งเป็นโรคที่คร่าชีวิตบิดาของเขาไปก่อนหน้านั้นแล้ว และอาการนี้เองก็เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การจากไปของเขาในที่สุด ขณะนั้นเขายังคงดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ Collège de France ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขายึดถือมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1921 จวบจนวาระสุดท้าย ทิ้งไว้เบื้องหลังภรรยา บุตรชาย และบุตรสาว

เด็กชายผู้สูญเสียบิดาแต่เติบโตท่ามกลางหนังสือ

Henri Léon Lebesgue เกิดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1875 ที่เมือง Beauvais แคว้น Oise ประเทศฝรั่งเศส บิดาของเขาเป็นช่างเรียงพิมพ์ที่เสียชีวิตด้วยวัณโรคขณะที่ Lebesgue ยังเป็นเด็กเล็ก มารดาจึงต้องรับภาระเลี้ยงดูเขาเพียงลำพัง แต่ครอบครัวได้จัดสรรพื้นที่ในบ้านให้เป็นห้องสมุดเล็กๆ ซึ่ง Lebesgue ในวัยเยาว์ใช้เวลาอยู่กับหนังสือเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง

เขาเริ่มเรียนที่ Collège de Beauvais ก่อนจะย้ายไปปารีสเพื่อศึกษาต่อที่ Lycée Saint Louis และ Lycée Louis-le-Grand จากนั้นเข้าศึกษาที่ École Normale Supérieure ในปี ค.ศ. 1894 และได้รับใบรับรองการสอนคณิตศาสตร์ในปี ค.ศ. 1897 หลังจากนั้นเขาใช้เวลาอีกสองปีศึกษาในห้องสมุดของสถาบัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาได้อ่านผลงานของ René-Louis Baire เรื่องฟังก์ชันไม่ต่อเนื่อง (discontinuous functions) และตระหนักว่ายังมีอะไรอีกมากที่สามารถค้นคว้าต่อยอดในสาขานี้ได้

การปฏิวัติทฤษฎีการอินทิเกรต

ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Lebesgue มากที่สุดเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1901 เมื่อเขาพัฒนาทฤษฎีการวัด (measure theory) และในปีถัดมาก็เสนอนิยามของ อินทิกรัลเลอเบก (Lebesgue integral) ในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่อง “Intégrale, longueur, aire” ที่มหาวิทยาลัย Nancy ภายใต้การดูแลของ Émile Borel

อินทิกรัลรีมันน์แบบดั้งเดิมที่ใช้กันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 มีข้อจำกัดสำคัญ คือใช้ไม่ได้ผลดีกับฟังก์ชันที่มีความไม่ต่อเนื่องซับซ้อน Lebesgue แก้ปัญหานี้ด้วยแนวทางที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะแบ่งโดเมนของฟังก์ชันออกเป็นช่วงเล็กๆ แบบวิธีของรีมันน์ เขากลับแบ่งเรนจ์ (range) ของค่าฟังก์ชันออกเป็นช่วงเล็กๆ แทน แล้ววัดขนาดของเซตที่ฟังก์ชันรับค่าอยู่ในแต่ละช่วงนั้น วิธีการนี้ทำให้สามารถอินทิเกรตฟังก์ชันที่ซับซ้อนกว่าเดิมได้มาก และเปิดประตูสู่การพัฒนาทฤษฎีการวัดและความน่าจะเป็นสมัยใหม่ทั้งหมดในเวลาต่อมา

เส้นทางวิชาการที่มั่นคง

หลังสำเร็จการศึกษา Lebesgue สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย Rennes ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1902 ถึง 1906 ก่อนจะย้ายไปที่ Poitiers และในปี ค.ศ. 1910 ได้ย้ายไปที่ Sorbonne ในกรุงปารีสในตำแหน่ง maître de conférences ด้านการวิเคราะห์คณิตศาสตร์ เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ด้านการประยุกต์ใช้เรขาคณิตกับการวิเคราะห์ในปี ค.ศ. 1918 ก่อนจะย้ายไปดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์คณิตศาสตร์ที่ Collège de France ในปี ค.ศ. 1921 ซึ่งเป็นตำแหน่งสุดท้ายในชีวิตการทำงานของเขา เขายังได้รับเลือกเข้าเป็นสมาชิกของ Académie des Sciences ในปี ค.ศ. 1922 และเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของ London Mathematical Society ในปี ค.ศ. 1924 รวมถึงเป็นสมาชิกต่างชาติของ Royal Society ในปี ค.ศ. 1934

ผลงานอื่นๆ นอกเหนือจากอินทิกรัลเลอเบก

แม้ Lebesgue จะเป็นที่จดจำมากที่สุดจากทฤษฎีการอินทิเกรตของเขา แต่ที่น่าสนใจคือตัวเขาเองกลับไม่ได้ทุ่มเทงานวิจัยตลอดชีวิตให้กับสาขาที่ตนเองบุกเบิกไว้ เนื่องจากเขามีความระแวดระวังต่อทฤษฎีทั่วไปมากเกินไป โดยเคยเขียนไว้ว่าคณิตศาสตร์หากลดทอนเหลือเพียงทฤษฎีทั่วไปแล้ว จะกลายเป็นรูปแบบที่สวยงามแต่ไร้เนื้อหา และจะตายลงอย่างรวดเร็ว เขาจึงหันไปทำงานวิจัยในสาขาอื่นๆ ด้วย ทั้งอนุกรมตรีโกณมิติ ทฤษฎีศักย์ (potential theory) และมิติของเซต ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเขายังทำงานสนับสนุนการป้องกันประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นช่วงที่เขามีความขัดแย้งกับ Borel อาจารย์ที่ปรึกษาของตนเองที่ทำงานในภารกิจคล้ายกัน

มรดกที่เป็นรากฐานของคณิตศาสตร์สมัยใหม่ทั้งหมด

ทฤษฎีการอินทิเกรตของ Lebesgue ไม่ได้รับการยอมรับในทันทีเมื่อเผยแพร่ครั้งแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป แนวคิดของเขากลับได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั้งในฝรั่งเศส โปแลนด์ และสหรัฐอเมริกา จนกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ในการวิเคราะห์เชิงคณิตศาสตร์ ทฤษฎีความน่าจะเป็น และสาขาอื่นๆ อีกมากมายในคณิตศาสตร์สมัยใหม่ ในวันครบรอบการจากไปของเขาทุกปี ชื่อของ Henri Lebesgue จึงยังคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงพลังของการมองปัญหาเก่าด้วยมุมมองใหม่ทั้งหมด ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงรากฐานของทั้งสาขาวิชาไปได้อย่างลึกซึ้ง