John Venn: บาทหลวงนักคณิตศาสตร์ผู้สร้างเครื่องมือสอนเซตที่ใช้กันทั่วโลก
หากพูดถึงเครื่องมือที่ใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเซตที่เข้าใจง่ายที่สุดในโลก แผนภาพเวนน์ (Venn diagram) ย่อมเป็นชื่อแรกที่หลายคนนึกถึง เบื้องหลังเครื่องมือทรงพลังแต่เรียบง่ายนี้คือ John Venn นักคณิตศาสตร์และนักตรรกวิทยาชาวอังกฤษผู้มีเส้นทางชีวิตที่น่าสนใจไม่แพ้ผลงานของเขาเอง
บุตรนักบวชจากตระกูล Clapham Sect
John Venn เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 1834 ที่เมือง Kingston upon Hull แคว้น Yorkshire ประเทศอังกฤษ บิดาของเขา Reverend Henry Venn เป็นอธิการโบสถ์ประจำตำบล Drypool ใกล้เมือง Hull ในขณะที่ John เกิด ครอบครัวของเขามีชื่อเสียงและมีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการศาสนา โดยปู่ของเขาคือ Reverend John Venn อดีตอธิการโบสถ์ประจำตำบล Clapham ทางใต้ของกรุงลอนดอน ผู้กลายเป็นผู้นำของ Clapham Sect กลุ่มคริสเตียนนิกายอีแวนเจลิคัลที่มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ยกเลิกการค้าทาส ปฏิรูปเรือนจำ และต่อต้านกีฬาที่โหดร้ายต่อสัตว์
มารดาของ Venn คือ Martha Sykes เสียชีวิตขณะที่เขายังเป็นเด็กเล็ก ทำให้เขาเติบโตขึ้นภายใต้การดูแลของบิดาเป็นหลัก เขาได้รับการศึกษาขั้นต้นจากครูสอนพิเศษและโรงเรียนในย่าน Highgate และ Islington ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่ Gonville and Caius College มหาวิทยาลัย Cambridge ในปี ค.ศ. 1853 และสำเร็จการศึกษาปริญญาด้านคณิตศาสตร์ในปี ค.ศ. 1857 ด้วยผลการเรียนที่โดดเด่น เขาได้รับตำแหน่ง Fellow ของวิทยาลัยซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาครองไว้ตลอดชีวิต
เส้นทางที่ผสมผสานศาสนากับตรรกศาสตร์
ตามธรรมเนียมของครอบครัว Venn บวชเป็นบาทหลวงนิกายแองกลิกันและทำงานเป็นพระในช่วงหนึ่งของชีวิต ก่อนจะกลับมาที่ Cambridge เพื่อสอนวิชาตรรกศาสตร์และทฤษฎีความน่าจะเป็น ซึ่งเป็นสาขาที่เขาสร้างผลงานสำคัญไว้มากมาย เขาได้รับเลือกเป็น Fellow ของ Royal Society ในปี ค.ศ. 1883 อันเป็นการยกย่องผลงานทางวิชาการที่โดดเด่นของเขา
หนึ่งในผลงานสำคัญช่วงแรกของ Venn คือหนังสือ The Logic of Chance ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1866 ซึ่งนำเสนอทฤษฎีความน่าจะเป็นเชิงความถี่ (frequency theory of probability) โดยเสนอว่าความน่าจะเป็นควรถูกกำหนดจากความถี่ที่เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นจริงในระยะยาว มากกว่าการใช้สมมติฐานเชิงอัตวิสัยหรือการประมาณการแบบ “มีการศึกษา” แนวคิดนี้มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อการพัฒนาทฤษฎีความน่าจะเป็นเชิงความถี่ในเวลาต่อมา
กำเนิดแผนภาพเวนน์
ผลงานที่ทำให้ชื่อของ Venn เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้คือการนำเสนอ แผนภาพเวนน์ ในผลงาน Symbolic Logic ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1881 ซึ่งเป็นการต่อยอดจากแนวคิดของ George Boole นักคณิตศาสตร์ผู้บุกเบิกตรรกศาสตร์เชิงสัญลักษณ์ Venn พัฒนาวิธีการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเซตต่างๆ ผ่านวงกลมที่ซ้อนทับกัน ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นภาพของประพจน์เชิงจำแนกประเภท (categorical propositions) เช่น “A ทั้งหมดคือ B”, “ไม่มี A ใดเป็น B”, “A บางส่วนคือ B” และ “A บางส่วนไม่ใช่ B” ได้อย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย
แม้แนวคิดเรื่องการใช้วงกลมแสดงความสัมพันธ์ของเซตจะมีมาก่อนหน้า Venn บ้างแล้ว โดยเฉพาะจากผลงานของ Leonhard Euler แต่ Venn เป็นผู้ที่พัฒนาระบบนี้ให้สมบูรณ์และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น จนสามารถแสดงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกว่าเดิมได้ และกลายเป็นเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการสอนตรรกศาสตร์ ทฤษฎีเซต ความน่าจะเป็น สถิติศาสตร์ และวิทยาการคอมพิวเตอร์มาจนถึงปัจจุบัน
นักประดิษฐ์ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องจักร
นอกเหนือจากงานด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์ Venn ยังมีทักษะพิเศษด้านการสร้างเครื่องจักรที่หาตัวจับได้ยาก เขาประดิษฐ์เครื่องจักรสำหรับโยนลูกคริกเก็ต (cricket ball bowling machine) ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก จนเมื่อทีมคริกเก็ตออสเตรเลียเดินทางมาเยือน Cambridge ในปี ค.ศ. 1909 เครื่องจักรของ Venn สามารถโค่นตอไม้ (bowled) นักคริกเก็ตชื่อดังของทีมได้ถึงสี่ครั้งด้วยกัน แสดงให้เห็นถึงความสามารถรอบด้านที่น่าทึ่งของเขานอกเหนือจากงานวิชาการ
นอกจากนี้ Venn ยังทุ่มเทเวลาอย่างมากร่วมกับบิดาในการรวบรวมบันทึกประวัติศาสตร์ของนักศึกษา Cambridge ซึ่งเป็นโครงการที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อนักประวัติศาสตร์และนักลำดับวงศ์ตระกูลในเวลาต่อมา โดยส่วนแรกครอบคลุมชื่อกว่า 76,000 ชื่อจนถึงปี ค.ศ. 1751 และเมื่อเขาเสียชีวิต ส่วนที่สองที่ครอบคลุมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1751-1900 ก็มีชื่ออีกกว่า 60,000 ชื่ออยู่ในรูปแบบต้นฉบับลายมือแล้ว
มรดกที่ยังคงใช้สอนกันทั่วโลก
John Venn เสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1923 ที่เมือง Cambridge ด้วยวัย 88 ปี ตลอดชีวิตของเขาเป็นภาพสะท้อนที่งดงามของนักวิชาการผู้ผสมผสานความเคร่งครัดทางศาสนาเข้ากับความเข้มงวดทางตรรกะได้อย่างลงตัว แม้แผนภาพเวนน์จะดูเรียบง่ายเพียงวงกลมไม่กี่วงที่ซ้อนทับกัน แต่ความชัดเจนและพลังในการอธิบายที่มันมอบให้กลับทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการศึกษาที่ทรงอิทธิพลที่สุดตลอดกาล ที่ยังคงใช้สอนนักเรียนทั่วโลกตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปจนถึงมหาวิทยาลัยมาจนถึงทุกวันนี้




