บทความ

ชิซุโอะ คาคุทานิ: นักคณิตศาสตร์ผู้เชื่อมโยงความน่าจะเป็นกับเศรษฐศาสตร์

บทความโดย

80
แชร์บทความนี้

ชิซุโอะ คาคุทานิ: นักคณิตศาสตร์ผู้เชื่อมโยงความน่าจะเป็นกับเศรษฐศาสตร์

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 2004 ณ เมืองนิวเฮเวน รัฐคอนเนตทิคัต สหรัฐอเมริกา ชิซุโอะ คาคุทานิ (Shizuo Kakutani) นักคณิตศาสตร์ชาวญี่ปุ่น-อเมริกันเสียชีวิตลงด้วยวัย 92 ปี เขาทิ้งไว้เบื้องหลังผลงานที่ทรงอิทธิพลอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่ในวงการคณิตศาสตร์บริสุทธิ์เท่านั้น แต่ยังส่งผลสะเทือนไปถึงวงการเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลอีกด้วย

จากโอซาก้าสู่เยล

คาคุทานิเกิดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 1911 ที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เป็นบุตรชายคนเล็กของทนายความ เขาได้รู้จักคณิตศาสตร์ครั้งแรกจากพี่ชายที่อายุมากกว่าแปดปีซึ่งศึกษาฟิสิกส์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต และมักอธิบายแนวคิดทางคณิตศาสตร์ให้เขาฟังเมื่อกลับมาเยี่ยมบ้าน แม้บิดาจะหวังให้บุตรชายคนหนึ่งสืบทอดอาชีพทนายความ แต่คาคุทานิก็เลือกเดินตามเส้นทางคณิตศาสตร์ เขาศึกษาที่มหาวิทยาลัยโทโฮคุในเมืองเซนได ภายใต้การดูแลของทัตสึจิโร ชิมิสึ ก่อนได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยโอซาก้าในปี 1941 และสอนหนังสือที่นั่นตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ในช่วงต้นอาชีพ คาคุทานิได้รับเชิญจากแฮร์มันน์ ไวล์ (Hermann Weyl) นักคณิตศาสตร์ชื่อดังให้ไปทำงานที่สถาบันการศึกษาขั้นสูง (Institute for Advanced Study) ที่พรินซ์ตันเป็นเวลาสองปี ซึ่งที่นั่นเขาได้พบกับจอห์น ฟอน นอยมันน์ (John von Neumann) นักคณิตศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลอีกคนหนึ่ง หลังสงครามสิ้นสุดลง เขากลับไปยังสถาบันการศึกษาขั้นสูงอีกครั้งในปี 1948 ก่อนจะได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเยลในปี 1949 และดำรงตำแหน่งอยู่ที่นั่นจนเกษียณในปี 1982 โดยครองตำแหน่งเกียรติยศ Eugene Higgins Chair in Mathematics

ทฤษฎีบทจุดตรึงที่เปลี่ยนโฉมเศรษฐศาสตร์

ผลงานที่โด่งดังที่สุดของคาคุทานิคือ ทฤษฎีบทจุดตรึงคาคุทานิ (Kakutani fixed-point theorem) ซึ่งเขาพิสูจน์ขึ้นในปี 1941 ทฤษฎีบทนี้เป็นการขยายทฤษฎีบทจุดตรึงของบราวเวอร์ (Brouwer fixed-point theorem) ให้ครอบคลุมฟังก์ชันหลายค่า (multi-valued functions) และกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ไม่เพียงแต่ในคณิตศาสตร์บริสุทธิ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงวงการเศรษฐศาสตร์ด้วย

ทฤษฎีบทนี้เป็นก้าวสำคัญในการพิสูจน์ดั้งเดิมของการมีอยู่ของดุลยภาพแนช (Nash equilibrium) ซึ่งเป็นผลงานที่ทำให้จอห์น แนช (John Forbes Nash) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ นอกจากนี้ยังถูกใช้พิสูจน์ทฤษฎีบทสำคัญของแอร์โรว์และเดอเบรอ (Arrow-Debreu theorem) ในปี 1954 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีราคาสินค้าที่ทำให้อุปสงค์รวมเท่ากับอุปทานรวมในระบบเศรษฐกิจ นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าคณิตศาสตร์นามธรรมสามารถส่งอิทธิพลอย่างลึกซึ้งไปถึงศาสตร์อื่นได้อย่างไร

ผู้บุกเบิกทฤษฎีความน่าจะเป็นและทฤษฎีเออร์โกดิก

นอกเหนือจากทฤษฎีบทจุดตรึงแล้ว คาคุทานิยังมีผลงานสำคัญในหลายสาขา เขาเป็นบุคคลแรกที่ค้นพบความเชื่อมโยงพื้นฐานระหว่างทฤษฎีความน่าจะเป็นและทฤษฎีศักย์ (potential theory) ในปี 1944 ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงที่น่าทึ่งระหว่างสองสาขาที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน นอกจากนี้เขายังพัฒนาเครื่องมือที่เรียกว่า “ตึกระฟ้าคาคุทานิ” (Kakutani skyscraper) ซึ่งใช้จัดระเบียบกระบวนการสุ่ม เช่น การโยนเหรียญ และมีผลงานสำคัญด้านทฤษฎีเออร์โกดิก (ergodic theory) และการวิเคราะห์เชิงซ้อนอีกด้วย

นักวิชาการผู้เป็นที่รักของลูกศิษย์

แม้จะเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติจากผลงานวิจัย แต่คาคุทานิก็ยังเป็นที่จดจำในฐานะครูผู้เป็นที่รักของลูกศิษย์ที่เยล นักศึกษาจำนวนมากยกให้ประสบการณ์การเรียนกับเขาเป็นจุดสูงสุดของการศึกษาที่เยล แม้โจทย์ที่เขามอบหมายจะท้าทายเพียงใดก็ตาม ต่างจากภาพลักษณ์ทั่วไปของนักคณิตศาสตร์ที่มักสันโดษ คาคุทานิกลับเป็นคนเข้าสังคมง่ายและรักการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพียงแต่ไม่ชอบเดินทางไกล จึงมักมีเพื่อนร่วมงานเดินทางมาเยี่ยมเขาที่เยลแทน ในปี 1982 เขาได้รับรางวัลอิมพีเรียลไพรซ์และรางวัลอคาเดมีจากราชบัณฑิตยสถานญี่ปุ่นสำหรับผลงานทางวิชาการของเขา

ชิซุโอะ คาคุทานิ เป็นบิดาของ มิชิโกะ คาคุทานิ (Michiko Kakutani) นักวิจารณ์วรรณกรรมชื่อดังผู้ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์จากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ มรดกทางวิชาการของเขายังคงดำรงอยู่ในตำราคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก เป็นเครื่องยืนยันถึงพลังของแนวคิดทางคณิตศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงศาสตร์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม