บทความ

ราอูล บอตต์: นักทอพอโลยีผู้ค้นพบคาบที่ซ่อนอยู่ในเรขาคณิต

บทความโดย

51
แชร์บทความนี้

ราอูล บอตต์: นักทอพอโลยีผู้ค้นพบคาบที่ซ่อนอยู่ในเรขาคณิต

ในบรรดานักคณิตศาสตร์แห่งศตวรรษที่ 20 ที่มีผลงานเปลี่ยนแปลงวงการทอพอโลยีและเรขาคณิตอย่างลึกซึ้ง มีชื่อหนึ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษด้วยการค้นพบรูปแบบคาบ (periodicity) ที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ที่ดูซับซ้อน นั่นคือ ราอูล บอตต์ (Raoul Bott) นักคณิตศาสตร์ฮังการี-อเมริกัน เกิดเมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 1923 ที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี

ชีวิตช่วงต้นที่ไม่ธรรมดา

บอตต์เกิดจากบิดาชาวคาทอลิกเชื้อสายออสเตรียและมารดาเชื้อสายยิวฮังการี พ่อแม่ของเขาแยกทางกันไม่นานหลังจากที่เขาเกิด และเขาถูกเลี้ยงดูโดยมารดาในฐานะคาทอลิก เมื่อมารดาแต่งงานใหม่กับพ่อเลี้ยงชาวเชโกสโลวาเกียที่พูดภาษาเยอรมัน บอตต์จึงเติบโตขึ้นที่ประเทศสโลวาเกีย การศึกษาช่วงต้นของเขาไม่ได้โดดเด่นนัก และไม่มีสัญญาณบ่งบอกถึงพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ที่จะปรากฏในภายหลัง อันที่จริงเขากลับแสดงความสามารถด้านการใช้มือมากกว่าด้านวิชาการ โดยเริ่มทดลองกับไฟฟ้าและประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ตั้งแต่วัยเด็ก

เมื่ออายุ 15 ปี ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองจะปะทุขึ้น บอตต์ออกจากยุโรปไปยังอังกฤษเป็นเวลาหนึ่งปี ก่อนจะเดินทางต่อไปยังแคนาดาเพื่อศึกษาวิศวกรรมที่มหาวิทยาลัยแม็กกิลล์ (McGill University) โดยได้รับปริญญาตรีในปี ค.ศ. 1945 และปริญญาโทในปีถัดมา

จากวิศวกรรมไฟฟ้าสู่คณิตศาสตร์

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของบอตต์เกิดขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางจากวิศวกรรมไฟฟ้ามาสู่คณิตศาสตร์อย่างเต็มตัว เขาศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่สถาบันคาร์เนกีเทคโนโลยี (Carnegie Institute of Technology ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน) ภายใต้การดูแลของริชาร์ด ดัฟฟิน (Richard Duffin) และได้รับปริญญาเอกในปี ค.ศ. 1949 จากผลงานที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีวงจรไฟฟ้า ซึ่งภายหลังกลายเป็นที่รู้จักในชื่อ “การสังเคราะห์บอตต์-ดัฟฟิน” (Bott–Duffin synthesis) แสดงให้เห็นถึงรากฐานด้านวิศวกรรมที่ยังคงส่งอิทธิพลต่องานวิจัยช่วงแรกของเขา

บอตต์ตัดสินใจตั้งรกรากถาวรในสหรัฐอเมริกาและได้รับสัญชาติอเมริกันในปี ค.ศ. 1959 เขาทำงานที่สถาบันการศึกษาระดับสูง (Institute for Advanced Study) ที่พรินซ์ตัน และมหาวิทยาลัยมิชิแกนในช่วงทศวรรษ 1950 ก่อนจะย้ายไปมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี ค.ศ. 1959 ซึ่งเขาทำงานอยู่ที่นั่นยาวนานถึง 40 ปีจนถึงปี ค.ศ. 1999

ทฤษฎีบทคาบของบอตต์: การค้นพบที่เปลี่ยนแปลงวงการทอพอโลยี

ผลงานที่ทำให้ชื่อของบอตต์เป็นที่จดจำมากที่สุดในวงการคณิตศาสตร์คือ ทฤษฎีบทคาบของบอตต์ (Bott periodicity theorem) ซึ่งเขาค้นพบและพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1957-1959 ทฤษฎีบทนี้เปิดเผยรูปแบบคาบที่น่าประหลาดใจในกลุ่มโฮโมโทปีเสถียร (stable homotopy groups) ของกลุ่มเชิงคลาสสิก (classical groups) เช่น กลุ่มเอกภาพ (unitary groups) และกลุ่มมุมฉาก (orthogonal groups)

กล่าวโดยง่ายคือ ทฤษฎีบทนี้แสดงให้เห็นว่าคุณสมบัติเชิงทอพอโลยีบางอย่างของปริภูมิเหล่านี้จะเกิดซ้ำเป็นวงจรเมื่อมิติเพิ่มขึ้นตามจำนวนที่แน่นอน สำหรับกลุ่มเอกภาพ คาบนี้มีค่าเท่ากับ 2 ในขณะที่กลุ่มมุมฉากมีคาบเท่ากับ 8 ความสำคัญของการค้นพบนี้ถูกเปรียบเทียบโดยนักคณิตศาสตร์บางท่านว่ามีความสำคัญเทียบเท่ากับการค้นพบตารางธาตุในวิชาเคมี เนื่องจากมันเผยให้เห็นโครงสร้างพื้นฐานที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความซับซ้อนที่ปรากฏบนผิวเผิน

รากฐานสำคัญของ K-Theory

ทฤษฎีบทคาบของบอตต์กลายเป็นเครื่องมือรากฐานที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของ ทฤษฎีเค (K-theory) ซึ่งเป็นสาขาที่ศึกษาโครงสร้างพีชคณิตที่เกิดจากมัดเวกเตอร์ (vector bundles) บนปริภูมิทอพอโลยี ทฤษฎีเคได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งในหลายสาขาของคณิตศาสตร์ ทั้งทอพอโลยีเชิงพีชคณิต เรขาคณิตเชิงพีชคณิต และแม้แต่ฟิสิกส์เชิงทฤษฎี โดยเฉพาะในทฤษฎีสตริงและทฤษฎีสนามควอนตัม ไมเคิล อาทิยาห์ (Michael Atiyah) หนึ่งในผู้บุกเบิกทฤษฎีเคที่สำคัญที่สุด ได้ยกย่องผลงานของบอตต์ว่าเป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้ของสาขานี้

ความร่วมมือกับไมเคิล อาทิยาห์

ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา บอตต์เริ่มความร่วมมือทางวิชาการที่มีผลผลิตอันยิ่งใหญ่กับไมเคิล อาทิยาห์แห่งมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ทั้งสองร่วมกันพัฒนา ทฤษฎีบทจุดตรึงอาทิยาห์-บอตต์ (Atiyah–Bott fixed-point theorem) ซึ่งขยายผลลัพธ์ของทฤษฎีบทจุดตรึงเลฟเชตซ์ให้ครอบคลุมบริบทที่กว้างขวางยิ่งขึ้น นอกจากนี้บอตต์ยังมีผลงานสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ทฤษฎีบทโบเรล-ไวล์-บอตต์ (Borel–Weil–Bott theorem) ที่เชื่อมโยงทฤษฎีการแทนค่าของกลุ่มลีเข้ากับเรขาคณิตเชิงพีชคณิต และทฤษฎีมอร์ส-บอตต์ (Morse–Bott theory) ซึ่งเป็นการขยายทฤษฎีมอร์สแบบดั้งเดิมให้ครอบคลุมฟังก์ชันที่มีเซตของจุดวิกฤต (critical points) เป็นท่อร่วมย่อยแทนที่จะเป็นจุดโดดเดี่ยว

ครูผู้ยิ่งใหญ่และผู้สร้างแรงบันดาลใจ

นอกเหนือจากผลงานวิจัย บอตต์ยังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะครูและอาจารย์ที่ปรึกษาที่ยอดเยี่ยม เขามีลูกศิษย์ปริญญาเอกที่มีชื่อเสียงระดับโลกจำนวนมาก รวมถึงสตีเฟน สเมล (Stephen Smale) และแดเนียล ควิลเลน (Daniel Quillen) ซึ่งทั้งคู่ได้รับเหรียญฟิลด์ส รวมถึงโรเบิร์ต แมกเฟอร์สัน (Robert MacPherson) และเอริก ไวน์สไตน์ (Eric Weinstein) ที่มีชื่อเสียงในวงการต่างๆ

เกียรติยศและรางวัล

บอตต์ได้รับเกียรติยศทางวิชาการมากมายตลอดชีวิต รวมถึงรางวัลออสวัลด์ เวเบลน (Oswald Veblen Prize) ในปี ค.ศ. 1964 รางวัลเจฟฟรี-วิลเลียมส์ (Jeffery–Williams Prize) จากสมาคมคณิตศาสตร์แคนาดาในปี ค.ศ. 1983 เหรียญวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Medal of Science) ในปี ค.ศ. 1987 รางวัลสตีล (Steele Prize) ในปี ค.ศ. 1990 และ รางวัลวูล์ฟสาขาคณิตศาสตร์ (Wolf Prize) ในปี ค.ศ. 2000 จากผลงานการค้นพบอันลึกซึ้งในทอพอโลยีและเรขาคณิตเชิงอนุพันธ์ รวมถึงการประยุกต์ใช้กับกลุ่มลี ตัวดำเนินการเชิงอนุพันธ์ และฟิสิกส์คณิตศาสตร์

บั้นปลายชีวิต

ในช่วงบั้นปลายอาชีพการงาน บอตต์หันความสนใจไปสู่การพัฒนาเครื่องมือทางคณิตศาสตร์เพื่อช่วยเหลือนักฟิสิกส์ในการประสานทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปเข้ากับกลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจอันกว้างขวางของเขาที่ครอบคลุมทั้งคณิตศาสตร์บริสุทธิ์และฟิสิกส์เชิงทฤษฎี

บอตต์เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 2005 ที่เมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ด้วยวัย 82 ปี ทิ้งไว้ซึ่งมรดกทางวิชาการที่ครอบคลุมทั้งทอพอโลยีเชิงพีชคณิต เรขาคณิตเชิงอนุพันธ์ และทฤษฎีเค ซึ่งยังคงเป็นรากฐานสำคัญของคณิตศาสตร์และฟิสิกส์เชิงทฤษฎีสมัยใหม่มาจนถึงทุกวันนี้