บทความ

จิม วิลกินสัน: ผู้บุกเบิกการวิเคราะห์ความคลาดเคลื่อนในยุคคอมพิวเตอร์

บทความโดย

48
แชร์บทความนี้

จิม วิลกินสัน: ผู้บุกเบิกการวิเคราะห์ความคลาดเคลื่อนในยุคคอมพิวเตอร์

ในยุคที่คอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในการคำนวณทางวิทยาศาสตร์ มีนักคณิตศาสตร์ท่านหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้รับผิดชอบเพียงลำพังต่อองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกือบทั้งหมดเกี่ยวกับการแก้ปัญหาด้วยคอมพิวเตอร์ในยุคแรก นั่นคือ เจมส์ ฮาร์ดี วิลกินสัน (James Hardy Wilkinson) หรือที่รู้จักกันในชื่อ จิม วิลกินสัน นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ เกิดเมื่อวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1919 ที่เมืองสตรูด แคว้นเคนต์ ประเทศอังกฤษ

ชีวิตช่วงต้นและพรสวรรค์ด้านการคำนวณ

วิลกินสันเกิดในครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีฐานะปานกลาง บิดาของเขาชื่อเจมส์ วิลเลียม วิลกินสัน ประกอบธุรกิจฟาร์มโคนม ส่วนมารดาชื่อแคทลีน ชาร์ล็อตต์ ฮาร์ดี ครอบครัวมีบุตรทั้งหมดห้าคน โดยวิลกินสันเป็นบุตรคนที่สาม มีพี่ชายหนึ่งคนและน้องสาวสามคน ตั้งแต่วัยเด็ก วิลกินสันแสดงความสามารถอันโดดเด่นในการคำนวณเลขคณิตที่ซับซ้อน และที่น่าสนใจคือเขายังสนุกกับการทำเช่นนั้นด้วย

เมื่ออายุ 16 ปี วิลกินสันชนะทุนการศึกษาแบบเปิดในสาขาคณิตศาสตร์เพื่อเข้าศึกษาที่วิทยาลัยทรินิตี้ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่โดดเด่นอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนในวัยนั้น เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในการสอบไตรโพส (Mathematical Tripos) ภาคสอง และได้รับเกียรตินิยมพิเศษ (distinction) ในภาคสาม

จากสงครามสู่คอมพิวเตอร์

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง วิลกินสันทำงานเป็นนักคณิตศาสตร์ให้กระทรวงการจัดหา (Ministry of Supply) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาได้พบและแต่งงานกับเฮเทอร์ ภรรยาของเขา ในปี ค.ศ. 1943 เขาย้ายไปทำงานที่ฟอร์ตฮัลสเตด ซึ่งเขารับผิดชอบการแก้ปัญหาด้านวิถีกระสุนปืนใหญ่และอุณหพลศาสตร์ของวัตถุระเบิดในชีวิตประจำวัน โดยใช้ทั้งเทคนิคคณิตศาสตร์แบบคลาสสิกและวิธีการเชิงตัวเลข

หลังสงครามสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1946 วิลกินสันเข้าร่วมกลุ่มนักวิเคราะห์เชิงตัวเลขที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ที่ห้องปฏิบัติการฟิสิกส์แห่งชาติ (National Physical Laboratory หรือ NPL) ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่นำเขาสู่การทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ยุคแรกๆ ของอังกฤษ ทั้ง Pilot ACE, DEUCE และเครื่อง ACE เต็มรูปแบบ ในช่วงเวลานี้เองที่ความสนใจของวิลกินสันหันเหจากคณิตศาสตร์วิเคราะห์คลาสสิกไปสู่ การวิเคราะห์เชิงตัวเลข (numerical analysis) อย่างเต็มตัว จนกลายเป็นสาขาที่เขาค้นพบขั้นตอนวิธี (algorithms) สำคัญมากมาย

การวิเคราะห์ความคลาดเคลื่อนแบบย้อนกลับ: การปฏิวัติวงการคำนวณเชิงตัวเลข

ผลงานที่ทำให้ชื่อของวิลกินสันเป็นที่จดจำมากที่สุดในวงการวิทยาการคอมพิวเตอร์คือการพัฒนา การวิเคราะห์ความคลาดเคลื่อนแบบย้อนกลับ (backward error analysis) ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ในการวิเคราะห์ความคลาดเคลื่อนจากการปัดเศษ (rounding error) ที่เกิดขึ้นเมื่อคอมพิวเตอร์คำนวณด้วยเลขทศนิยมแบบจุดลอยตัว (floating-point arithmetic)

ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์เชิงตัวเลขมักพยายามหาขอบเขตของความคลาดเคลื่อนแบบไปข้างหน้า (forward error) นั่นคือการประมาณว่าคำตอบที่คำนวณได้ห่างจากคำตอบที่แท้จริงเพียงใด แต่แนวทางของวิลกินสันกลับมองปัญหาในมุมที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาแสดงให้เห็นว่า คำตอบที่คำนวณได้จากคอมพิวเตอร์นั้น แม้จะมีความคลาดเคลื่อนจากการปัดเศษในทุกขั้นตอนของการคำนวณ แต่ก็สามารถมองได้ว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้องแม่นยำของปัญหาอื่นที่ใกล้เคียงกับปัญหาเดิมมาก แนวคิดนี้ทำให้สามารถวิเคราะห์ความเสถียรเชิงตัวเลข (numerical stability) ของขั้นตอนวิธีต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบและเข้มงวดยิ่งขึ้น

จอร์จ ฟอร์ไซธ์ (George Forsythe) นักวิเคราะห์เชิงตัวเลขแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เคยเขียนไว้ในปี ค.ศ. 1962 ว่า “ในความเห็นของผม วิลกินสันเป็นผู้รับผิดชอบเพียงลำพังต่อการสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกือบทั้งหมดในปัจจุบันเกี่ยวกับการแก้ปัญหาพีชคณิตเชิงเส้นเชิงตัวเลขด้วยคอมพิวเตอร์” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลอันมหาศาลของวิลกินสันที่มีต่อวงการนี้

ผลงานสำคัญด้านพีชคณิตเชิงเส้นเชิงตัวเลข

นอกเหนือจากการวิเคราะห์ความคลาดเคลื่อนแบบย้อนกลับ วิลกินสันยังมีผลงานสำคัญมากมายในสาขา พีชคณิตเชิงเส้นเชิงตัวเลข (numerical linear algebra) โดยเฉพาะปัญหาค่าลักษณะเฉพาะเชิงพีชคณิต (algebraic eigenvalue problem) ผลงานตีพิมพ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดสองเล่มของเขาคือ “Rounding Errors in Algebraic Processes” (ค.ศ. 1963) และ “The Algebraic Eigenvalue Problem” (ค.ศ. 1965) ซึ่งกลายเป็นตำราคลาสสิกที่มีอิทธิพลอย่างกว้างขวางต่อวงการคำนวณเชิงตัวเลข

นอกจากนี้ วิลกินสันยังเป็นที่รู้จักจาก พหุนามวิลกินสัน (Wilkinson’s polynomial) ซึ่งเป็นตัวอย่างที่โด่งดังที่แสดงให้เห็นถึงความไวต่อความคลาดเคลื่อนอย่างน่าตกใจของรากพหุนามบางประเภทเมื่อสัมประสิทธิ์มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงอันตรายของการคำนวณเชิงตัวเลขที่ไม่ระมัดระวัง และกลายเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกในการสอนวิชาการวิเคราะห์เชิงตัวเลขทั่วโลก

รากฐานสำคัญของวิทยาการคอมพิวเตอร์เชิงตัวเลขสมัยใหม่

ผลงานของวิลกินสันมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาซอฟต์แวร์คำนวณทางวิทยาศาสตร์ในยุคต่อมา แนวคิดของเขาเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาไลบรารีซอฟต์แวร์มาตรฐาน เช่น LINPACK และ LAPACK ซึ่งเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ในการคำนวณพีชคณิตเชิงเส้นบนคอมพิวเตอร์ทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจำลองทางวิศวกรรม การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือแม้แต่การเรียนรู้ของเครื่องสมัยใหม่ ล้วนต้องอาศัยหลักการวิเคราะห์ความเสถียรเชิงตัวเลขที่วิลกินสันวางรากฐานไว้

เกียรติยศและรางวัลทัวริง

ด้วยผลงานอันทรงอิทธิพล วิลกินสันได้รับรางวัลทัวริง (A.M. Turing Award) อันทรงเกียรติในปี ค.ศ. 1970 ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดในวงการวิทยาการคอมพิวเตอร์ เทียบเท่ารางวัลโนเบล ในปี ค.ศ. 1969 เขายังเป็นนักวิเคราะห์เชิงตัวเลขคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกของราชสมาคมแห่งลอนดอน (Fellow of the Royal Society) เพื่อเป็นเกียรติแก่คุณูปการของเขา สมาคมอุตสาหกรรมและคณิตศาสตร์ประยุกต์ (SIAM) ได้ก่อตั้งรางวัล James H. Wilkinson Prize in Numerical Analysis and Scientific Computing ในปี ค.ศ. 1982 และรางวัล J. H. Wilkinson Prize for Numerical Software ในปี ค.ศ. 1991 ซึ่งยังคงมอบให้แก่นักวิจัยดีเด่นในสาขานี้จนถึงปัจจุบัน

บุคลิกภาพและชีวิตส่วนตัว

แม้จะได้รับเกียรติยศมากมาย แต่วิลกินสันก็ไม่เคยสูญเสียความสัมพันธ์อันดีกับผู้คนรอบข้าง หรือมีวิถีชีวิตที่โอ้อวด เขาเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานอย่างกว้างขวาง มีเรื่องเล่าที่น่าประทับใจมากมายเกี่ยวกับตัวเขาในหมู่นักวิเคราะห์เชิงตัวเลข ถึงขั้นที่เมื่อเขาเสียชีวิต วารสาร Annals ได้ตีพิมพ์คำไว้อาลัยของเขาในหมวด “เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย” แทนที่จะเป็นหมวดชีวประวัติตามปกติ เนื่องจากมีเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับเขาถูกส่งเข้ามามากมายจากเพื่อนร่วมวงการ

บั้นปลายชีวิตและมรดกทางวิชาการ

วิลกินสันเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1986 ที่เมืองเทดดิงตัน ประเทศอังกฤษ ด้วยวัย 67 ปี ตลอดชีวิตการทำงาน เขาตีพิมพ์บทความทางวิชาการมากกว่าหนึ่งร้อยชิ้น หนังสือทรงอิทธิพลสามเล่ม และรายงานที่ไม่ได้ตีพิมพ์อีกจำนวนมาก ทิ้งไว้ซึ่งมรดกทางวิชาการที่เป็นรากฐานสำคัญของการวิเคราะห์เชิงตัวเลขและวิทยาการคอมพิวเตอร์เชิงตัวเลขสมัยใหม่ทั้งหมด ซึ่งยังคงมีอิทธิพลต่อทุกครั้งที่คอมพิวเตอร์ทำการคำนวณทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมในปัจจุบัน