บทความ

นอร์แมน เลวินสัน: ก้าวกระโดดครั้งใหญ่สู่สมมติฐานรีมันน์

บทความโดย

38
แชร์บทความนี้

นอร์แมน เลวินสัน: ก้าวกระโดดครั้งใหญ่สู่สมมติฐานรีมันน์

Norman Levinson (1912–1975)

นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันแห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ผู้พิสูจน์ในปี 1974 ว่าอย่างน้อยหนึ่งในสามของศูนย์ที่ไม่ธรรมดา (nontrivial zero) ของฟังก์ชันซีตาของรีมันน์อยู่บนเส้นวิกฤต (critical line) ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งสู่การพิสูจน์สมมติฐานรีมันน์ (Riemann Hypothesis) นอกจากนี้ยังมีผลงานร่วมกับนอร์เบิร์ต วีเนอร์ (Norbert Wiener) และเป็นที่มาของ “การวนซ้ำแบบเลวินสัน-เดอร์บิน” (Levinson–Durbin recursion) ที่ใช้ในการประมวลผลสัญญาณ

ชีวิตช่วงต้นในแมสซาชูเซตส์

นอร์แมน เลวินสัน เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1912 ที่เมืองลินน์ รัฐแมสซาชูเซตส์ เป็นบุตรของผู้อพยพชาวยิวรัสเซียที่มีฐานะยากจน ครอบครัวของเขาย้ายไปอยู่ที่เมืองรีเวียร์ในเวลาต่อมา เลวินสันเข้าศึกษาที่ MIT ในปี 1929 โดยเลือกเรียนสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทในปี 1934

จุดเปลี่ยนจากวิศวกรรมสู่คณิตศาสตร์

จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตเลวินสันเกิดขึ้นเมื่อเขาได้เข้าเรียนวิชาอนุกรมฟูริเยร์และปริพันธ์ฟูริเยร์ของนอร์เบิร์ต วีเนอร์ ในปีการศึกษา 1933–1934 วิชานี้จุดประกายให้เลวินสันเปลี่ยนความสนใจจากวิศวกรรมไฟฟ้ามาสู่คณิตศาสตร์อย่างเต็มตัว เขาเรียนวิชาคณิตศาสตร์ระดับบัณฑิตศึกษาแทบทุกวิชาที่ MIT เปิดสอนในเวลานั้น และทำวิทยานิพนธ์ภายใต้การดูแลของวีเนอร์

วีเนอร์มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อเส้นทางวิชาการของเลวินสัน ทั้งการให้เขาช่วยปรับปรุงต้นฉบับงานวิจัยเรื่อง Paley-Wiener การควบคุมดูแลวิทยานิพนธ์ของเขา และการเสนอชื่อเลวินสันให้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ที่ MIT ในเวลาต่อมา แม้ฝ่ายบริหารของสถาบันจะปฏิเสธข้อเสนอนี้ในครั้งแรก ซึ่งมีรายงานว่าเป็นผลจากการเหยียดเชื้อชาติต่อชาวยิวที่มีอยู่ในยุคนั้น เลวินสันเดินทางไปศึกษาต่อที่เคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ เป็นเวลาหนึ่งปี ทำงานร่วมกับจี.เอช. ฮาร์ดี (G. H. Hardy) นักคณิตศาสตร์ชื่อดัง ก่อนจะได้รับปริญญาเอกจาก MIT ในปี 1935 ด้วยวิทยานิพนธ์เรื่อง “Non-Vanishing of a Function”

อาชีพการงานที่ MIT

เลวินสันเริ่มทำงานที่ MIT ในตำแหน่งอาจารย์ตั้งแต่ปี 1937 และไต่เต้าขึ้นเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ในปี 1939 รองศาสตราจารย์ในปี 1944 ศาสตราจารย์ในปี 1949 และได้รับตำแหน่งสูงสุดคือ Institute Professor ในปี 1971 เขาเคยได้รับทุน Guggenheim ไปทำงานวิจัยที่โคเปนเฮเกนในปี 1948–1949 และดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาคณิตศาสตร์ของ MIT ระหว่างปี 1968–1971 งานวิจัยของเขาครอบคลุมหลากหลายสาขา ทั้งการวิเคราะห์เชิงซ้อน สมการเชิงอนุพันธ์ ปัญหาผกผัน (inverse problem) ความน่าจะเป็น และทฤษฎีจำนวน

ผลงานร่วมกับนอร์เบิร์ต วีเนอร์

ความร่วมมือกับวีเนอร์ไม่ได้จบลงเพียงช่วงที่เป็นนักศึกษา เลวินสันยังคงทำงานต่อเนื่องในสาขาทฤษฎีการพยากรณ์และการกรองสัญญาณ (prediction and filtering theory) ที่วีเนอร์บุกเบิกไว้ ผลงานในด้านนี้นำไปสู่การพัฒนาสิ่งที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ “การวนซ้ำแบบเลวินสัน-เดอร์บิน” (Levinson–Durbin recursion) ซึ่งเลวินสันเสนอแนวคิดเบื้องต้นไว้ในปี 1947 ในบริบทของการแก้ระบบสมการเชิงเส้นที่มีโครงสร้างเมทริกซ์แบบโทพลิตซ์ (Toeplitz matrix) ซึ่งเกิดขึ้นจากปัญหาการทำนายเชิงเส้น (linear prediction) ต่อมาเจมส์ เดอร์บิน (James Durbin) นักสถิติศาสตร์ได้พัฒนาและนำไปประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์อนุกรมเวลาในปี 1960 จนกลายเป็นขั้นตอนวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง

ขั้นตอนวิธีการวนซ้ำแบบเลวินสัน-เดอร์บินนี้กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งในวงการประมวลผลสัญญาณดิจิทัลสมัยใหม่ โดยเฉพาะในเทคนิคการเขียนโค้ดเสียงพูดแบบทำนายเชิงเส้น (linear predictive coding หรือ LPC) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบบีบอัดเสียงและการสังเคราะห์เสียงพูดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในโทรศัพท์มือถือและระบบสื่อสารดิจิทัลต่าง ๆ

ก้าวกระโดดครั้งใหญ่สู่สมมติฐานรีมันน์

ผลงานที่น่าทึ่งที่สุดในชีวิตของเลวินสันเกิดขึ้นในปี 1974 ขณะที่เขากำลังป่วยด้วยเนื้องอกในสมองซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเสียชีวิตในเวลาต่อมา เลวินสันตีพิมพ์บทความเรื่อง “More than one-third of the zeros of Riemann’s zeta-function are on σ = 1/2” ซึ่งพิสูจน์ได้ว่า อย่างน้อยหนึ่งในสามของศูนย์ที่ไม่ธรรมดาทั้งหมดของฟังก์ชันซีตาของรีมันน์ อยู่บนเส้นวิกฤตที่ส่วนจริงเท่ากับ 1/2 พอดี

สมมติฐานรีมันน์เป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญและยากที่สุดของคณิตศาสตร์ โดยตั้งข้อสันนิษฐานว่าศูนย์ที่ไม่ธรรมดาทั้งหมดของฟังก์ชันซีตาต้องอยู่บนเส้นวิกฤตนี้เท่านั้น ก่อนหน้าผลงานของเลวินสัน นักคณิตศาสตร์ทราบเพียงว่ามีศูนย์จำนวนอนันต์อยู่บนเส้นวิกฤต แต่ไม่มีใครสามารถระบุได้ว่าศูนย์เหล่านี้คิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของศูนย์ทั้งหมด ผลงานของเลวินสันจึงเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นเป็นครั้งแรกว่า ไม่เพียงมีศูนย์จำนวนอนันต์บนเส้นวิกฤตเท่านั้น แต่ยังคิดเป็นสัดส่วนที่มีนัยสำคัญทางคณิตศาสตร์ของศูนย์ทั้งหมดอีกด้วย

นอกจากนี้ บทพิสูจน์ของเลวินสันยังแสดงให้เห็นด้วยว่า ศูนย์เหล่านี้จำนวนอนันต์เป็นศูนย์เชิงเดี่ยว (simple zero) คือไม่มีการซ้อนทับกัน ซึ่งเป็นผลลัพธ์เสริมที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ผลงานนี้สร้างแรงบันดาลใจให้นักคณิตศาสตร์รุ่นหลังพัฒนาต่อยอด โดยเบรียน คอนรีย์ (Brian Conrey) สามารถปรับปรุงสัดส่วนขั้นต่ำนี้ให้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ในเวลาต่อมา

บั้นปลายชีวิต

เลวินสันเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1975 ขณะอายุ 63 ปี ซึ่งห่างจากการตีพิมพ์ผลงานชิ้นสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาเพียงปีเศษเท่านั้น คณาจารย์ของ MIT ได้ผ่านมติรำลึกถึงเขาในเวลาต่อมา โดยบรรยายถึงเลวินสันว่าเป็น “ดวงใจของคณิตศาสตร์แห่ง MIT”

มรดกที่ทิ้งไว้

ผลงานของนอร์แมน เลวินสันเกี่ยวกับศูนย์ของฟังก์ชันซีตาของรีมันน์ยังคงเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดสู่การพิสูจน์สมมติฐานรีมันน์ที่ยังไม่มีใครไขได้สำเร็จจนถึงทุกวันนี้ และเป็นแรงบันดาลใจให้นักคณิตศาสตร์รุ่นต่อมาพัฒนาวิธีการต่อยอดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การวนซ้ำแบบเลวินสัน-เดอร์บินก็ยังคงเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ในวงการประมวลผลสัญญาณดิจิทัลและการสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่ แสดงให้เห็นถึงความสามารถอันหลากหลายของเลวินสันที่สร้างคุณูปการสำคัญทั้งในคณิตศาสตร์บริสุทธิ์และคณิตศาสตร์ประยุกต์ไปพร้อมกัน