บทความ

ปิเอโร เดลลา ฟรันเชสกา: ผู้ทำให้เรขาคณิตกลายเป็นภาษาของจิตรกรรม

บทความโดย

29
แชร์บทความนี้

ปิเอโร เดลลา ฟรันเชสกา: ผู้ทำให้เรขาคณิตกลายเป็นภาษาของจิตรกรรม

ปิเอโร เดลลา ฟรันเชสกา (Piero della Francesca) เกิดราวปี ค.ศ. 1415 (บางแหล่งระบุช่วงปี 1412–1420 เพราะไม่มีบันทึกวันเกิดที่แน่ชัด) ที่เมืองบอร์โก ซาน เซโปลโคร (Borgo San Sepolcro) ซึ่งปัจจุบันคือเมืองซันเซโปลโคร (Sansepolcro) ในแคว้นทัสกานี ประเทศอิตาลี บิดาชื่อเบเนเดตโต เด ฟรันเชสชี เป็นพ่อค้าท้องถิ่น ส่วนมารดาชื่อโรมานา ดิ เปรีโน ดา มอนเตร์คี วาซารีเล่าว่าชื่อ “เดลลา ฟรันเชสกา” มาจากมารดา เพราะบิดาเสียชีวิตก่อนที่เขาจะเกิด แต่เอกสารที่ค้นพบภายหลังไม่สอดคล้องกับเรื่องเล่านี้ ปิเอโรเป็นจิตรกรและนักคณิตศาสตร์ผู้เขียนตำราว่าด้วยทัศนมิติ (perspective) ซึ่งนำเรขาคณิตมาใช้ในงานจิตรกรรมอย่างเป็นระบบ เป็นแนวคิดที่ทำให้เขาโดดเด่นเหนือจิตรกรร่วมสมัยเกือบทุกคน

จากเมืองเล็กสู่ศูนย์กลางศิลปะแห่งฟลอเรนซ์

ปิเอโรเติบโตในซันเซโปลโคร และใช้ชีวิตผูกพันกับเมืองนี้ตลอดชีวิต แม้จะรับงานในเมืองอื่นมากมายก็ตาม เอกสารบันทึกว่าในปี 1439 เขาทำงานอยู่ที่ฟลอเรนซ์ในฐานะผู้ช่วยของโดเมนิโก เวเนเซียโน (Domenico Veneziano) จิตรกรผู้มีชื่อเสียง ในโครงการเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่โบสถ์ซันต์เอจิดิโอ (Sant’Egidio) ซึ่งปัจจุบันงานชุดนั้นสูญหายไปแล้ว

ฟลอเรนซ์ช่วงนั้นเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงทางศิลปะ บรูเนลเลสกี (Brunelleschi) คิดค้นหลักทัศนมิติเชิงเส้น (linear perspective) ขึ้น และเลออน บัตติสตา อัลแบร์ตี (Leon Battista Alberti) เขียนตำรา De pictura ในปี 1435 อธิบายว่าภาพวาดคือ “หน้าต่าง” ที่มองเข้าไปในโลกซึ่งคำนวณได้ด้วยคณิตศาสตร์ ปิเอโรซึมซับแนวคิดนี้ไว้ แล้วนำไปพัฒนาต่อไปไกลกว่าผู้ริเริ่ม

จิตรกรที่คิดแบบนักคณิตศาสตร์

สิ่งที่ทำให้ปิเอโรแตกต่างคือเขามองการวาดภาพเป็นปัญหาทางเรขาคณิต รูปทรงของร่างมนุษย์ในภาพของเขาถูกลดทอนให้ใกล้เคียงทรงกระบอก ทรงกลม และทรงไข่ องค์ประกอบถูกวางด้วยสัดส่วนที่คำนวณไว้อย่างรอบคอบ ผิวหน้าเรียบนิ่ง อารมณ์ถูกควบคุม และแสงกระจายอย่างสม่ำเสมอ ผลคือบรรยากาศที่สงบนิ่งและสง่างามอย่างเป็นเอกลักษณ์ ต่างจากงานของจิตรกรร่วมสมัยหลายคนที่เน้นความเคลื่อนไหวและดราม่า

เขามีสีสันสว่างใสและละเอียดอ่อน และมีความสนใจในการจัดการแสงแบบที่พบในจิตรกรรมของศิลปินแถบเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นแนวทางที่ปรากฏอยู่ในราชสำนักอูร์บีโนที่เขาเข้าไปทำงาน

ผลงานจิตรกรรมสำคัญ

ผลงานชิ้นใหญ่ที่สุดของปิเอโรคือวัฏจักรจิตรกรรมฝาผนัง ตำนานไม้กางเขนแท้ (Legend of the True Cross) ในโบสถ์ซานฟรันเชสโก (San Francesco) เมืองอาเรซโซ ซึ่งเขาเริ่มทำราวปี 1452 และใช้เวลาหลายปีจึงเสร็จ เล่าเรื่องไม้ที่ใช้ทำไม้กางเขน ตั้งแต่ต้นกำเนิดจนถึงการค้นพบ รวมถึงฉากการสู้รบของจักรพรรดิคอนสแตนติน ซึ่งแสดงพลังที่ถูกควบคุมไว้ภายใต้ความสงบนิ่งอันเป็นลักษณะเฉพาะของเขา

ผลงานอื่นที่เป็นที่รู้จักมาก ได้แก่ การรับศีลจุ่มของพระคริสต์ (The Baptism of Christ) ที่หอศิลป์แห่งชาติลอนดอน ซึ่งโครงสร้างของภาพสมดุลด้วยร่างพระคริสต์ที่ตั้งตรงเป็นแกนกลาง และ การเฆี่ยนตีพระคริสต์ (The Flagellation of Christ) ภาพขนาดเล็กที่เมืองอูร์บีโน ซึ่งเป็นทั้งผลงานทัศนมิติชั้นเยี่ยมและปริศนาทางประวัติศาสตร์ศิลป์ เพราะฉากการเฆี่ยนตีถูกผลักไปไว้เบื้องหลังทางซ้าย ขณะที่ชายสามคนยืนสนทนากันอยู่ด้านหน้า นักวิชาการยังไม่เห็นตรงกันว่าคนเหล่านี้คือใคร

อีกชิ้นที่ขึ้นชื่อคือ พระแม่มารีผู้ใกล้คลอด (Madonna del Parto) จิตรกรรมฝาผนังที่เมืองมอนเตร์คี ภาพคู่ของเฟเดริโก ดา มอนเตเฟลโตร (Federico da Montefeltro) ดยุคแห่งอูร์บีโน และพระชายา บัตติสตา สฟอร์ซา (Battista Sforza) ซึ่งเป็นภาพเหมือนด้านข้างพร้อมภูมิทัศน์กว้างไกลเบื้องหลัง ปัจจุบันอยู่ที่หอศิลป์อุฟฟิซิ (Uffizi) และ แท่นบูชามอนเตเฟลโตร (Montefeltro Altarpiece) ที่พิพิธภัณฑ์เบรรา (Brera) เมืองมิลาน

ตำราทัศนมิติและงานคณิตศาสตร์

ผลงานที่ทำให้ปิเอโรมีความสำคัญเกินกว่าเป็นเพียงจิตรกรคือตำรา De prospectiva pingendi (“ว่าด้วยทัศนมิติสำหรับการวาดภาพ”) ซึ่งอธิบายการสร้างภาพที่มีความลึกบนพื้นผิวสองมิติอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากจุด เส้น และรูปเรขาคณิตง่าย ๆ แล้วค่อยขยับไปสู่รูปทรงซับซ้อนขึ้น โดยใช้วิธีฉายตำแหน่งจากทั้งผังด้านบนและรูปด้านข้าง เขายังกล้าแสดงวิธีวาดศีรษะมนุษย์ในมุมมองต่าง ๆ โดยแบ่งเป็นจุดจำนวนมากแล้วฉายลงบนภาพ ซึ่งเป็นความพยายามที่ทะเยอทะยานอย่างยิ่งในยุคนั้น ปิเอโรมองงานจิตรกรรมเป็นสามส่วน ได้แก่ การร่างเส้น (disegno) การจัดสัดส่วน (commensuratio) และการลงสี (colorare)

นอกจากนี้เขายังเขียน Trattato d’abaco ตำราคณิตศาสตร์เชิงปฏิบัติสำหรับพ่อค้าและช่างฝีมือ และ Libellus de quinque corporibus regularibus ว่าด้วยทรงหลายหน้าปรกติทั้งห้า (regular polyhedra) ซึ่งเป็นเรขาคณิตสามมิติที่สืบเนื่องมาจากยุคกรีกโบราณ

ข้อถกเถียงเรื่องลูกา ปาชิโอลี

ลูกา ปาชิโอลี (Luca Pacioli) นักคณิตศาสตร์ร่วมสมัยซึ่งเป็นชาวเมืองเดียวกัน ตีพิมพ์งานที่มีเนื้อหาจำนวนมากใกล้เคียงกับของปิเอโร จอร์โจ วาซารี (Giorgio Vasari) กล่าวหาว่าปาชิโอลีคัดลอกผลงานของผู้อาวุโสไปเป็นของตน นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังยังถกเถียงถึงขอบเขตของเรื่องนี้ แต่ข้อกล่าวหาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่างานคณิตศาสตร์ของปิเอโรมีอิทธิพลต่อวงวิชาการอิตาลีในรุ่นถัดมา

ถูกลืม แล้วถูกค้นพบอีกครั้ง

หลังเสียชีวิต ชื่อเสียงของปิเอโรค่อย ๆ จางหาย เพราะรสนิยมของยุคถัดมาหันไปทางศิลปินที่หวือหวาและมีอารมณ์รุนแรงกว่า ผลงานของเขาถูกมองข้ามอยู่หลายศตวรรษ จนกระทั่งศตวรรษที่ 19–20 นักวิชาการจึงเริ่มสนใจอีกครั้ง โรแบร์โต ลองกี (Roberto Longhi) ตีพิมพ์งานศึกษาสำคัญในปี 1927 และเคนเนธ คลาร์ก (Kenneth Clark) เขียนเกี่ยวกับเขาในปี 1951 ช่วยผลักดันชื่อเสียงกลับสู่แวดวงศิลปะสากล ศิลปินสมัยใหม่มองเห็นความร่วมสมัยในการจัดองค์ประกอบอย่างเป็นระเบียบ รูปทรงเรขาคณิตเรียบง่าย และบรรยากาศนิ่งสงบของเขา ปิเอโรถูกเชื่อมโยงกับศิลปินอย่างเซอราต์ (Seurat) และเซซานน์ (Cézanne) รวมถึงจิตรกรอิตาลีศตวรรษที่ 20 เช่น จอร์โจ โมรันดี (Giorgio Morandi)

ปิเอโร เดลลา ฟรันเชสกา เสียชีวิตเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1492 ที่เมืองซันเซโปลโคร บ้านเกิดของเขา ซึ่งบังเอิญเป็นวันเดียวกับที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสเดินทางถึงทวีปอเมริกา ตามธรรมเนียมที่วาซารีบันทึกไว้ เขาสูญเสียการมองเห็นในบั้นปลายชีวิต แต่รายละเอียดข้อนี้ยังเป็นที่ถกเถียง มรดกของเขาคือแนวคิดที่ว่าความงามของภาพวาดมาจากความเข้าใจโครงสร้างของโลก และโครงสร้างนั้นอธิบายได้ด้วยเรขาคณิต เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าภาพที่สร้างบนความคิดอันเป็นระบบสามารถคงความร่วมสมัยได้ข้ามกาลเวลากว่า 500 ปี

หมายเหตุ: ปีเกิดและปีที่วาดผลงานหลายชิ้นของปิเอโรเป็นการประมาณของนักประวัติศาสตร์ศิลป์ และอาจแตกต่างกันตามแหล่งข้อมูล