บทความ

รำลึกถึงเบลส ปาสกาล: อัจฉริยะผู้เชื่อมโยงคณิตศาสตร์ ปรัชญา และศรัทธา

บทความโดย

148
แชร์บทความนี้

รำลึกถึงเบลส ปาสกาล: อัจฉริยะผู้เชื่อมโยงคณิตศาสตร์ ปรัชญา และศรัทธา

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1662 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เบลส ปาสกาล (Blaise Pascal) จากไปด้วยวัยเพียง 39 ปี จากเนื้องอกร้ายในกระเพาะอาหารที่ลุกลามไปถึงสมอง แม้จะมีชีวิตอยู่เพียงสั้น ๆ แต่ปาสกาลกลับทิ้งมรดกทางความคิดไว้อย่างมหาศาล ครอบคลุมทั้งคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ปรัชญา และเทววิทยา จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอัจฉริยะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ความคิดของมนุษยชาติ

เด็กอัจฉริยะที่ถูกห้ามเรียนคณิตศาสตร์

ปาสกาลเกิดที่เมืองแกลร์มง-แฟร็อง ประเทศฝรั่งเศส เป็นบุตรคนที่สามและบุตรชายคนเดียวของเอเตียน ปาสกาล มารดาของเขาเสียชีวิตเมื่อเขาอายุเพียงสามขวบ ในปี 1631 ครอบครัวปาสกาลย้ายไปตั้งรกรากที่กรุงปารีส บิดาผู้มีแนวคิดการศึกษาที่ไม่ธรรมดาตัดสินใจสอนบุตรทั้งสามด้วยตนเอง และที่น่าประหลาดใจคือเขาตั้งใจห้ามไม่ให้ปาสกาลเรียนคณิตศาสตร์จนกว่าจะอายุ 15 ปี ถึงขั้นเก็บตำราคณิตศาสตร์ทั้งหมดออกจากบ้าน แต่ความห้ามปรามนี้กลับยิ่งจุดประกายความอยากรู้อยากเห็นของปาสกาล เขาเริ่มศึกษาเรขาคณิตด้วยตนเองตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี และในวัยเดียวกันนั้นก็เริ่มเข้าร่วมประชุมของสมาคมคณิตศาสตร์แล้ว

เครื่องคิดเลขกลไกและสามเหลี่ยมมหัศจรรย์

หนึ่งในผลงานที่น่าทึ่งที่สุดของปาสกาลคือการประดิษฐ์ เครื่องคิดเลขกลไก “ปาสกาลีน” (Pascaline) ขึ้นเมื่ออายุเพียง 19 ปี เพื่อช่วยบิดาซึ่งทำงานเป็นเจ้าหน้าที่เก็บภาษีคำนวณตัวเลขได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เครื่องคิดเลขนี้ถือเป็นหนึ่งในเครื่องคำนวณเชิงกลเครื่องแรก ๆ ของโลก และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ปูทางไปสู่การพัฒนาเครื่องคำนวณและคอมพิวเตอร์ในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ภาษาโปรแกรมมิ่ง “Pascal” ถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เขาในภายหลัง

ผลงานอีกชิ้นที่คนทั่วโลกรู้จักดีคือ สามเหลี่ยมปาสกาล (Pascal’s triangle) โครงสร้างตัวเลขรูปสามเหลี่ยมที่แต่ละตัวเลขเป็นผลรวมของสองตัวเลขที่อยู่เหนือมันโดยตรง สามเหลี่ยมนี้มีความเชื่อมโยงลึกซึ้งกับสัมประสิทธิ์ทวินาม (binomial coefficients) และยังคงเป็นเครื่องมือการสอนพื้นฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในห้องเรียนคณิตศาสตร์ทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าแนวคิดนี้จะมีการค้นพบมาก่อนหน้าปาสกาลในหลายวัฒนธรรม แต่ปาสกาลเป็นผู้รวบรวมและนำเสนอคุณสมบัติของมันอย่างเป็นระบบที่สุด

ผู้บุกเบิกทฤษฎีความน่าจะเป็นร่วมกับแฟร์มา

ในปี 1654 ปาสกาลได้เข้าสู่การติดต่อทางจดหมายอันโด่งดังกับ ปีแยร์ เดอ แฟร์มา (Pierre de Fermat) นักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับการแบ่งเงินรางวัลในเกมพนันที่ต้องหยุดกลางคัน (problem of points) การแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างทั้งสองในครั้งนี้ได้วางรากฐานสำคัญให้กับสิ่งที่ต่อมากลายเป็น ทฤษฎีความน่าจะเป็น (probability theory) สาขาคณิตศาสตร์ที่ปฏิวัติความเข้าใจของมนุษย์เกี่ยวกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยง และกลายเป็นรากฐานสำคัญของสถิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ข้อมูลสมัยใหม่

นอกจากนี้ ปาสกาลยังมีผลงานสำคัญด้านเรขาคณิตโปรเจกทีฟ (projective geometry) โดยเฉพาะ ทฤษฎีบทปาสกาล (Pascal’s theorem) เกี่ยวกับภาคตัดกรวย (conic sections) ซึ่งเขาค้นพบตั้งแต่วัยเพียง 16 ปี รวมถึงงานวิจัยด้านของไหลที่นำไปสู่ กฎของปาสกาล (Pascal’s law) ในวิชาไฮโดรสแตติกส์ ซึ่งอธิบายการส่งผ่านความดันในของไหล และหน่วยวัดความดัน “ปาสกาล” (Pa) ในระบบหน่วยสากลก็ถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เขาเช่นกัน

จากนักวิทยาศาสตร์สู่นักปรัชญาศาสนา

ในคืนวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 1654 ปาสกาลประสบกับประสบการณ์ทางศาสนาอันเข้มข้นที่เรียกกันว่า “คืนแห่งไฟ” (Night of Fire) ซึ่งเปลี่ยนทิศทางชีวิตของเขาไปอย่างสิ้นเชิง แม้จะไม่เคยละทิ้งความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์โดยสมบูรณ์ แต่หลังจากนั้นเขาก็หันความสนใจส่วนใหญ่ไปสู่งานเขียนด้านศาสนา ผลงานสำคัญในช่วงนี้คือ Lettres Provinciales งานเขียนเสียดสีเชิงปกป้องแนวคิดยันเซนนิสต์ และ Pensées (ความคิด) ผลงานรวบรวมบันทึกที่ตั้งใจจะเป็นการปกป้องศาสนาคริสต์อย่างเป็นระบบ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว และมีแนวคิดที่โด่งดังอย่าง “การพนันของปาสกาล” (Pascal’s Wager) ซึ่งเป็นการให้เหตุผลเชิงตัดสินใจว่าเหตุใดการเชื่อในพระเจ้าจึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุด

ในช่วงบั้นปลายชีวิต แม้จะเจ็บป่วยอย่างต่อเนื่อง ปาสกาลยังคงอุทิศตนเพื่อสังคม เขาริเริ่มระบบขนส่งสาธารณะแห่งแรกของโลกในกรุงปารีสเมื่อเดือนมีนาคม 1662 ด้วยความห่วงใยต่อคนยากไร้ เบลส ปาสกาลเสียชีวิตเพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ที่บ้านของกิลแบร์ต น้องสาวของเขาในกรุงปารีส มรดกทางความคิดของเขาที่เชื่อมโยงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เข้ากับศรัทธาทางศาสนาอย่างลึกซึ้ง ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักคิดทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้ กว่า 360 ปีหลังจากที่เขาจากไป