บทความ

คาร์ล รุงเงอ: ผู้เปลี่ยนคณิตศาสตร์บริสุทธิ์ให้กลายเป็นเครื่องมือคำนวณ

บทความโดย

82
แชร์บทความนี้

คาร์ล รุงเงอ: ผู้เปลี่ยนคณิตศาสตร์บริสุทธิ์ให้กลายเป็นเครื่องมือคำนวณ

คาร์ล ดาวิด โทลเม รุงเงอ (Carl David Tolmé Runge) เกิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1856 ที่เมืองเบรเมิน สมาพันธรัฐเยอรมัน เป็นบุตรคนที่สามในบรรดาพี่น้องชายสี่คน บิดาของเขา ยูเลียส รุงเงอ มาจากครอบครัวพ่อค้าและใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในกรุงฮาวานา ประเทศคิวบา ก่อนจะกลับมาตั้งรกรากที่เยอรมนี ส่วนมารดาชื่อฟานนี ทอลเม เป็นบุตรีของพ่อค้าชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในฮาวานาเช่นกัน รุงเงอกลายเป็นบุคคลสำคัญที่เชื่อมโยงคณิตศาสตร์บริสุทธิ์เข้ากับการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ล้ำหน้ายุคสมัยของเขาอย่างมาก

จากวรรณกรรมสู่คณิตศาสตร์

รุงเงอเข้าเรียนที่ไลเชียมในเมืองเบรเมิน และในปี 1875 ก็ผ่านการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาเริ่มต้นศึกษาวรรณกรรมที่กรุงเบอร์ลิน แต่หลังจากเรียนได้เพียงหกสัปดาห์ก็เปลี่ยนใจมาศึกษาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์แทน ที่กรุงเบอร์ลิน เขาได้พบกับเอมิล ดูบัวส์-เรมงด์ (Émile du Bois-Reymond) หนึ่งในศาสตราจารย์ที่โดดเด่นที่สุดของมหาวิทยาลัย และกลายเป็นเพื่อนสนิทกับครอบครัวของเขา จนในที่สุดก็หมั้นหมายกับบุตรสาวของดูบัวส์-เรมงด์ชื่อไอเม แต่บิดาผู้เคร่งครัดกลับกำหนดเงื่อนไขว่าจะอนุญาตให้แต่งงานได้ก็ต่อเมื่อรุงเงอได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์เสียก่อน

รุงเงอได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเบอร์ลินภายใต้การดูแลของคาร์ล ไวเออร์ชตราส (Karl Weierstrass) และเอิร์นสท์ คุมเมอร์ (Ernst Kummer) ในช่วงแรกของอาชีพการงาน เขาทำงานด้านคณิตศาสตร์บริสุทธิ์และรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางศูนย์กลางของโลกคณิตศาสตร์ จนแทบไม่รีบตีพิมพ์ผลงาน กระทั่งหลังจากไปเยือนมิททาก-เลฟฟ์เลอร์ (Mittag-Leffler) ที่กรุงสตอกโฮล์มเป็นเวลาสองสัปดาห์ในปี 1884 ผลงานของเขาจึงได้รับการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องในวารสาร Acta Mathematica ในปี 1886 เขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่สถาบันเทคนิคฮันโนเฟอร์ ทำให้เงื่อนไขของบิดาไอเมสำเร็จลุล่วง และเขาได้แต่งงานกับไอเมในเดือนสิงหาคม 1887

จากคณิตศาสตร์บริสุทธิ์สู่คณิตศาสตร์ประยุกต์

ที่ฮันโนเฟอร์ รุงเงอทำงานอยู่นานถึง 18 ปี และในช่วงเวลานี้เองที่ทิศทางงานวิจัยของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากคณิตศาสตร์บริสุทธิ์สู่สิ่งที่เขาเรียกว่า “คณิตศาสตร์ประยุกต์” ซึ่งเน้นความแม่นยำของข้อมูลและการจัดการข้อมูลในทางปฏิบัติ มุมมองนี้แตกต่างจากเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ในยุคนั้นที่เชื่อว่าแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ควรมาจากโลกความเป็นจริงเท่านั้น และวิธีการทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ในเทคโนโลยีขณะนั้นก็เพียงพอแล้ว ด้วยแนวคิดที่ล้ำหน้ายุคสมัยนี้เอง ทำให้รุงเงอไม่ได้รับตำแหน่งทางวิชาการที่เขาสมควรได้รับจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงปลายของอาชีพการงาน

กำเนิดวิธีรุงเงอ-คุตตะ

ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของรุงเงอคือการร่วมพัฒนา วิธีรุงเงอ-คุตตะ (Runge-Kutta method) ร่วมกับมาร์ทิน วิลเฮล์ม คุตตะ (Martin Wilhelm Kutta) ซึ่งเป็นวิธีเชิงตัวเลขที่ใช้แก้ สมการเชิงอนุพันธ์สามัญ (ordinary differential equations) วิธีนี้ทำงานโดยการประมาณค่าคำตอบของสมการเชิงอนุพันธ์แบบทีละขั้นตอน ผ่านการคำนวณค่าความชันโดยประมาณหลายจุดในแต่ละช่วงเวลา แล้วนำมาถ่วงน้ำหนักรวมกันเพื่อให้ได้ค่าประมาณที่แม่นยำยิ่งขึ้นกว่าวิธีออยเลอร์แบบดั้งเดิม

วิธีรุงเงอ-คุตตะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือพื้นฐานที่สุดของคณิตศาสตร์เชิงคำนวณ (numerical methods) เนื่องจากสมการเชิงอนุพันธ์จำนวนมากในโลกความเป็นจริงไม่สามารถแก้ได้ด้วยวิธีเชิงวิเคราะห์ (analytical methods) วิธีนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในการจำลองระบบพลวัตต่าง ๆ ตั้งแต่วิศวกรรมเครื่องกล พลศาสตร์ของไหล วิศวกรรมอวกาศ ไปจนถึงการจำลองสภาพอากาศและระบบชีวภาพ วิธีนี้ยังคงเป็นหนึ่งในอัลกอริทึมที่ถูกใช้งานมากที่สุดในซอฟต์แวร์คำนวณทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้

ผลงานอื่น ๆ ที่หลากหลาย

นอกเหนือจากวิธีรุงเงอ-คุตตะ เขายังมีผลงานสำคัญอื่น ๆ ที่ใช้ชื่อของเขา เช่น ปรากฏการณ์รุงเงอ (Runge’s phenomenon) ซึ่งอธิบายปัญหาการแกว่งตัวที่ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นเมื่อใช้พหุนามระดับสูงในการประมาณค่าฟังก์ชันที่จุดต่าง ๆ ในช่วงที่มีระยะห่างเท่ากัน และ ทฤษฎีบทรุงเงอ (Runge’s theorem) ในการวิเคราะห์เชิงซ้อน นอกจากนี้เขายังมีผลงานสำคัญด้านสเปกโทรสโกปี ธรณีวิทยา และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ โดยเฉพาะแถบสเปกตรัมชูมันน์-รุงเงอ (Schumann-Runge bands) ของออกซิเจนโมเลกุลที่ใช้ชื่อของเขาร่วมกับวิคเตอร์ ชูมันน์

ครูของนักฟิสิกส์ระดับตำนาน

ในปี 1904 ด้วยอิทธิพลของมักซ์ พลังค์ (Max Planck) และเฟลิกซ์ ไคลน์ (Felix Klein) รุงเงอได้รับตำแหน่งประธานภาควิชาคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเกิททิงเงน ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งคนแรกและคนเดียวของสาขาที่เขาบุกเบิก เขาทำงานอยู่ที่นั่นจนเกษียณในปี 1925 ลูกศิษย์ปริญญาเอกของเขารวมถึง มักซ์ บอร์น (Max Born) ผู้ต่อมาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ นอกจากนี้ บุตรสาวของเขา ไอริส รุงเงอ ก็กลายเป็นนักคณิตศาสตร์เช่นกัน ส่วนบุตรชาย วิลเฮล์ม รุงเงอ เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเทคโนโลยีเรดาร์ยุคแรก และบุตรสาวอีกคนแต่งงานกับริชาร์ด คูรันต์ (Richard Courant) นักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง

คาร์ล รุงเงอเสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1927 ที่เมืองเกิททิงเงน ด้วยวัย 70 ปี เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา หลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์แห่งหนึ่งจึงถูกตั้งชื่อว่า “รุงเงอ” มรดกทางวิชาการของเขา โดยเฉพาะวิธีรุงเงอ-คุตตะ ยังคงเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรทั่วโลกใช้งานอยู่ทุกวันมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าวิสัยทัศน์ที่มองเห็นคุณค่าของการนำคณิตศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างลึกซึ้ง แม้จะไม่ได้รับการยอมรับในทันทีจากยุคสมัยของตนก็ตาม